⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1248/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคำฟ้องของโจทก์มีผลกระทบต่ออำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดูแลรักษาที่ดินตามกฎหมาย เจ้าพนักงานผู้นั้นย่อมมีสิทธิเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีได้

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทอยู่ภายในเขตหวงห้ามตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯ พ.ศ. 2479 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดูแลรักษาและหวงห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาจับจองครอบครองหักล้างเข้าจัดทำหรือปลูกสร้างด้วยประการใด ๆ ในที่ดินนี้ คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์บรรพบุรุษของโจทก์และโจทก์ได้ครอบครองต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่ที่ดินอยู่ในความคุ้มครองหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯ พ.ศ.2479 ขอห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทต่อไปฟ้องและคำขอบังคับคดีของโจทก์จึงมีผลกระทบไปถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีย่อมจะใช้สิทธิเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคดีนี้เพื่อต่อสู้คดีโจทก์ หรือใช้สิทธิฟ้องโจทก์เกี่ยวกับทีดินพิพาทได้ตามลำพัง ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ได้ระบุโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯ พ.ศ.2479 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหวงห้ามที่ดินตามพระราชกฤษฎีกานี้โจทก์ควรจะฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามมาตรา 57 (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรียอมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยดี มิได้คัดค้านประการใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกันให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคดีนี้จึงเป็นการชอบ ที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกผู้ว่าราขการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยมิได้ฟังคำคัดค้านของโจทก์เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยเห็นสมควรโดยถือเอาคำร้องของจำเลยที่ 1 เป็นมูลฐานพิจารณาสั่งตามอำนาจของศาล จึงไม่จำเป็นฟังคำคัดค้านของโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.21 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้นำรถแทรกเตอร์บุกรุกเข้าไปบุกเบิกที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าเช่าจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ห้ามจำเลยมิให้เกียวข้องกับที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ตำบลขุนโขลน อำเภอหนองโคน จังหวัดสระบุรี พ.ศ. ๒๔๗๙ หวงห้ามที่ดินไว้เพื่อการพระศาสนา โจทก์ครอบครองภายหลังใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หากโจทก์มีความเสียหาย ก็เป็นการกระทำของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เช่าที่พิพาทจากจำเลยที่ ๑ ที่พิพาทไม่มีพืชผลอะไร โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์หรือบรรพบุรุษโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราขการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และหมายเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีให้การว่า ที่พิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ครอบครองมานั้น เป็นป่าและเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ในเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาทซึ่งหวงห้ามไว้เพื่อการพระศาสนา โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แม้จะได้เคยครอบครอง ก็เป็นการครอบครองภายหลังใช้พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ไม่ควรเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งและยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลได้สั่งไปชอบแล้ว ให้รับคำร้องของโจทก์ไว้ในฐานะคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ที่พิพาทเป็นที่อยู่ภายในเขตแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯลฯ พ.ศ. ๒๔๗๙ โจทก์เข้าครอบครองภายหลัง จึงไม่มีสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาท โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ ๒ ทำต้นไม้อะไรของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้ามตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามทีดินบริเวณพระพุทธบาทฯ พ.ศ.๒๔๗๙ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดูแลรักษาและหวงห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาจับจองครอบครองหักล้างเข้าจัดทำหรือปลูกสร้างด้วยประการใด ๆ ในที่ดินนี้ คดีนี้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ บรรพบุรุษของโจทก์และโจทก์ได้ครอบครองต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว ไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ใข่ที่ดินอยู่ในความคุ้มครองหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาทฯ พ.ศ.๒๔๗๙ ขอห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทต่อไป ฟ้องและคำขอบังคับคดีของโจทก์จึงมีผลกระทบไปถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีย่อมจะใช้สิทธิเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคดีนี้เพื่อต่อสู้คดีโจทก์ หรือใช้สิทธิฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ตามลำพัง ตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ระบุโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯ พ.ศ.๒๔๗๙ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหวงห้ามที่ดินตามพระราชกฤษฎีกานี้ โจทก์ควรจะฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ ๑ จึงขอให้ศาลเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา ๕๗(๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรียอมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยดี มิได้คัดค้านประการใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกันให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคดีนี้จึงเป็นการชอบ ที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยมิได้ฟังคำคัดค้านของโจทก์ก่อน เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยเห็นสมควร โดยถือเอาคำร้องของจำเลยที่ ๑ เป็นมูลฐานพิจารณาสั่งตามอำนาจของศาล จึงไม่จำเป็นฟังคำคัดค้านของโจทก์ และเห็นว่าขณะทางราชการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ฯ พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่พิพาทเป็นป่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า โจทก์เข้ามาอยู่ในที่พิพาทภายหลังจากทางราชการประกาสใช้พระราชกฤษฎีกานี้แล้ว จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2510 นายลี ฉัตรบุบผา ที่ 1 นางทองพูน ฉัตรบุบผา ที่ 2 โจทก์ วัดพระพุทธบาท ที่ 1 เรือตรีนิรันดร งามดี ที่ 2 จำเลย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลี ฉัตรบุบผา ที่ 1 นางทองพูน ฉัตรบุบผา ที่ 2 · จำเลย - วัดพระพุทธบาท ที่ 1 เรือตรีนิรันดร งามดี ที่ 2 · จำเลยร่วม - ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เกษคุปต์ · โพยม เลขยานนท์ · ลออง จุลกะเศียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายภักดิ์ บุณย์ภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายพันธ์ นัยวิฑิต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 9028/2542ฎีกา 943/2513ฎีกา 1723/2534ฎีกา 2240/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 5011/2532ฎีกา 602/2488ฎีกา 2280/2559ฎีกา 403/2530ฎีกา 1627/2505ฎีกา 8119/2540ฎีกา 3934/2530ฎีกา 247/2501ฎีกา 679/2506ฎีกา 6343/2551ฎีกา 1376/2520ฎีกา 2962/2543ฎีกา 573/2500ฎีกา 249/2503ฎีกา 4355/2548ฎีกา 3077/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา