คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* เมื่อผู้ขายฝากไม่ซื้อคืนทรัพย์สินที่ขายฝากภายในกำหนดเวลา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นของโจทก์โดยเด็ดขาด
* การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการเรียกสำนวนคดีอื่นมาประกอบการพิจารณาหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล
* ข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้นและมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้
* ผู้เช่าที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเกินกว่าสองคราวติด ๆ กัน ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการเช่า
ย่อคำพิพากษา
โจทก์รับซื้อฝากโรงเรือนพิพาทจากเจ้าของโรงเรือน แล้วผู้ขายฝากไม่ซื้อคืนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในโรงเรือนนั้นจึงตกไปเป็นของโจทก์โดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าโรงเรือนพิพาทนั้นก็ทราบแล้ว แต่จำเลยก็ไม่เคยเอาค่าเช่าไปชำระให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามก็ไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
จำเลยขอให้ศาลเรียกสำนวนคดีดำคดีแดงในศาลนั้นมาประกอบการพิจารณาศาลอนุญาตแล้ว ส่วนการที่ศาลจะรับฟังหรือไม่ ศาลมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86, 87
เมื่อเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็จะยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเกินกว่าสองคราวติด ๆ กัน จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17 (1)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับซื้อฝากห้องพิพาทและห้องพิพาทหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์แล้วโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าอยู่ในห้องพิพาททราบถึงสิทธิของโจทก์ และแจ้งให้จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์ จำเลยก็ไม่ชำระกลับไปชำระแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีสิทธิรับค่าเช่า และให้จำเลยชำระเป็นเงินสดแก่โจทก์ กลับชำระเป็นธนาณัติ โจทก์ได้เตือนหลายครั้งเป็นเวลาหลายเดือน จำเลยก็ไม่ชำระ ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเกินกว่าสองครั้งติดต่อกัน โจทก์บอกเลิกการเช่า จำเลยไม่ยอมออก จึงขอให้ศาลบังคับ และให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจำเลยให้การว่า โจทก์หาเหตุฟ้องจำเลยเพื่อจะเรียกเงินกินเปล่า โจทก์มีหนังสือขอให้ชำระค่าเช่าจริง แต่เรียกร้องเกินกว่าสิทธิที่พึงจะได้ โจทก์ไม่เก็บค่าเช่าเองจำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องชำระค่าเช่าเกินกว่าที่จะต้องเสีย โจทก์ไม่เสียหายตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีหน้าที่ไปชำระค่าเช่า จำเลยค้างค่าเช่าแก่โจทก์ และโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายในการที่จำเลยอยู่ในที่เช่าโดยไม่มีสิทธิ จำเลยทราบการบอกเลิกการเช่าแล้ว โจทย์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวาร และให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างกับค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์ และภายหลังได้ยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดี ศาลชั้นต้นสั่งว่าคำร้องขอทุเลายื่นภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ จึงให้ไปยื่นตรงต่อศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำแถลงว่าได้ไปยื่นคำร้องที่ศาลอุทธรณ์แล้ว เจ้าหน้าที่อ้างว่าสำนวนยังไม่ได้ส่งไปศาลอุทธรณ์จึงขอยื่นต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้รวมสำนวนส่งไปศาลอุทธรณ์เพื่อสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าเช่าไปชำระแก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยนำเงินค่าเช่าไปชำระแก่เจ้าของห้องเดิม จะอ้างยันโจทก์ไม่ได้ เพราะจำเลยทราบแล้วว่าตึกพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าและบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิจะอยู่ในตึกพิพาทต่อไป ส่วนอุทธรณ์คำสั่งนั้นไม่ต้องวินิจฉัย เพราะศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยไปยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์โดยที่ศาลชั้นต้นยังไม่ส่งสำนวนไป จำเลยจะปฏิบัติไม่ได้ พิพากษายืน และให้คืนค่าธรรมเนียมอุทธรณ์คำสั่งทั้งหมดแก่จำเลย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์รับซื้อฝากโรงเรือนพิพาทจากเจ้าของโรงเรือน แล้วผู้ขายฝากไม่ซื้อคืนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในโรงเรือนนั้นจึงตกไปเป็นของโจทก์โดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๙๑ และจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าโรงเรือนพิพาทนั้นก็ทราบแล้ว แต่จำเลยก็ไม่เคยเอาค่าเช่าไปชำระให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามก็ไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์หรือการไม่มีผลใช้บังคับตามข้อความในสัญญาเช่าแต่จำเลยก็มิได้ให้การถึงข้อเหล่านี้ต่อสู้คดีไว้ จึงไม่มีประเด็นนำสืบ เมื่อจำเลยได้ทราบว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์แล้ว จำเลยก็ต้องนำเงินค่าเช่าไปชำระให้แก่โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจ จะให้ผู้ให้เช่ามาเก็บจากจำเลยเองดังที่จำเลยนำสืบไม่ได้การที่จำเลยนำเงินค่าเช่าไปชำระแก่เจ้าของเดิม จะนำมาอ้างยันโจทก์ไม่ได้ เพราะจำเลยต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ผู้มีอำนาจรับชำระ จำเลยอ้างสำนวนคดีแพ่งดำแพ่งแดงในศาลนั้นมาประกอบการพิจารณา ศาลสั่งอนุญาตแล้ว ส่วนการที่ศาลจะรับฟังหรือไม่นั้น ศาลมีอำนาจที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖, ๘๗ ที่จำเลยฎีกาว่าการทวงถามค่าเช่าซื้อถือว่าเป็นหนี้อันมีจำนวนไม่แน่นอนจำเลยจะโต้แย้งได้หรือไม่ และการใช้สิทธิบอกเลิกการเช่าของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ เป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจะยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาไม่ได้ ไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๔ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าที่ค้างแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเกินกว่าสองคราวติด ๆ กันแล้ว จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔ มาตรา ๑๗ (๑) พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2510
นายประมุข สุวรรณศิลป์ สุวรรณศิลป์
บุตรผู้เยาว์ โจทก์
นายโค้วฮีเก่ง แซ่โค้ว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | สุวรรณศิลป์ - นายประมุข สุวรรณศิลป์ · โจทก์ - บุตรผู้เยาว์ · จำเลย - นายโค้วฮีเก่ง แซ่โค้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ลออง จุลกะเศียน · กิตติ สีหนนทน์ · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเฉลิม สถิตย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชิต บุณยประภัศร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา