คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าที่ดินมีสิทธิครอบครองที่ดินและปลูกต้นไม้ล้มลุกในที่ดินนั้นได้ และมีสิทธิเอาต้นไม้ล้มลุกที่ตนปลูกไปได้เมื่อออกจากที่ดิน.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เช่าที่ดินซึ่งมีบ่อเลี้ยงปลา แต่โจทก์ได้ปิดกั้นบ่อ ปลูกต้นไม้ล้มลุกและล้อมรั้วลวดหนามกั้นไว้ ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินแปลงนั้น แต่โจทก์ยังคงครอบครองในฐานะเป็นผู้เช่า แล้วจำเลยไปวิดบ่อปลา ตัดต้นไม้ล้มลุกและรื้อลวดหนามเหล่านั้น จำเลยย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์
ผู้เช่าที่ดินได้ปลูกต้นไม้ล้มลุกไว้ เมื่อออกจากที่ดินไป ผู้เช่าที่ดินมีสิทธิเอาไม้ล้มลุกไปได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาตามโฉนดเลขที่ ๓๕๖ , ๒๑๖๕ จากเจ้าของเดิม ต่อมาจำเลยได้รับซื้อที่นาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ยังครอบครองในฐานะเป็นผู้เช่าตลอดมา เมื่อวันที่ ๒๕ , ๒๖ , ๒๗ มีนาคม ๒๕๐๘ จำเลยบังอาจสมคบกับพวกรวม ๕ คน ทำการลักทรัพย์ โดยวิดบ่อในบริเวณที่ที่โจทก์เช่า แล้วนำปลาในบ่อไป คิดเป็นเงินราคาประมาณ ๒,๐๐๐ บาทเศษ ต่อมาวันที่ ๖ และ ๗ เมษายน ๒๕๐๘ จำเลยได้รื้อรวดหนามที่ล้อมรอบบ้านของโจทก์ในที่เช่านั้น และจำเลยกับพวกอีก ๓ คน สมคบกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินที่เช่าของโจทก์ แล้วบังอาจขุดทำลายต้นผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คิดเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นอย่างต่ำ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔ , ๓๓๕ , ๓๕๘ , ๓๕๙
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลเป็นความผิดทางอาญาพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีของโจทก์มีมูลให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าปลาและพืชผลที่หาว่าจำเลยลักและทำลายมีและเกิดอยู่ในนาของจำเลย การวิดบ่อปลาได้ทำต่อหน้าโจทก์และภริยาโจทก์ มิได้ลักลอบกระทำแสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริต พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ยังครอบครองที่ดินในฐานะเป็นผู้เช่าอยู่ การที่จำเลยจับเอาปลาและขุดต้นไม้ล้มลุกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วเอาไปเสีย ทั้งได้รื้อลวดหนามของโจทก์จนเสารั้วหัก การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง เว้นแต่ที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๙ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องตามนั้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ๓๓๕ ( ๗ ) ให้จำคุกมีกำหนด ๖ เดือน และผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๘ ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙ , ๓๐
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยให้คนไปวิดบ่อเอาปลาซึ่งเป็นของโจทก์ไปจริงและเชื่อว่าจำเลยรื้อรั้วลวดหนามทำให้ลวดหนามขาด เสารั้วขาด ทั้งขุดฟันเอาต้นผลไม้ต่าง ๆ ของโจทก์ไปจริง แล้ววินิจฉัยว่า ต้นไม้ที่จำเลยกับพวกขุดและตัดฟันเอาไป มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุกซึ่งโจทก์ปลูกไว้ โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดิน ไม้ล้มลุกที่โจทก์ปลูกเมื่อโจทก์ต้องออกไปจากที่ดิน โจทก์ก็มีสิทธิ์จะขนเอาไปได้ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินแล้วสิ่งของเหล่านั้นต้องเป็นของจำเลยทั้งหมดหาได้ไม่ แม้ที่ดินรายนี้จำเลยจะได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้วก็ดี แต่โจทก์ก็ยังครอบครองมีสิทธิ์อยู่ตามสัญญาเช่า การที่จำเลยให้วิดบ่อเอาปลาไปและขุดฟันต้นไม้ล้มลุกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วเอาไปเสีย ทั้งได้รื้อรวดหนามของโจทก์จนเกิดความเสียหาย โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้นั้น การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ภายในกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2510
นายหมัดอิดริส โต๊ะเหม โจทก์
นายยะยอ กำมะหยี่ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายหมัดอิดริส โต๊ะเหม · จำเลย - นายยะยอ กำมะหยี่ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เนิ่น กฤษณะเศรนี · กิตติ สีหนนทน์ · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายบุญชัย สยามเนตร · ศาลอุทธรณ์ - นายสว่าง ภูวะปัจฉิม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา