คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำเบิกความอันเป็นเท็จจะถือเป็นข้อสำคัญในคดีได้ ต้องเป็นข้อที่หากศาลเชื่อตามคำเบิกความนั้นแล้ว จะมีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยตรง
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเบิกความต่อศาลเป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องว่าสมคบกันวางเพลิงโดยจำเลยเบิกความว่า "โจทก์พูดว่าอ้ายหวินมันจะวิเศษขนาดไหน แล้วนายอมรพูดว่าเอาเลยเป็นไรเป็นกันพวกเราทำแบบนี้" ข้อความที่จำเลยเบิกความนี้เป็นความเท็จแต่ก็ยังห่างไกลกับข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำการวางเพลิง และไม่พอฟังได้ว่าโจทก์กับนายอมรได้คบคิดกันวางเพลิงตามที่โจทก์ฟ้อง คำเบิกความนั้นจึงมิใช่เป็นข้อสำคัญในคดี
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จ จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลเป็นเท็จ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความที่จำเลยเบิกไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี
ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีก่อนอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๖ ได้ฟ้องนายอมร เทพสัตยากร กับนายเสรี โจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยโดยกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์สินของผู้อื่น ผลที่สุดของคดีนั้นศาลได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ นายเสรีจึงเป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยในคดีนี้ว่าเบิกความเท็จ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า ขณะจำเลยเดินผ่านร้านศรีอัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นร้านของนางอมรได้เห็นโจทก์กับนายอมรคุยกันในร้าน โจทก์พูดว่า "อ้ายหวินมันจะวิเศษขนาดไหน แล้วนายอมรพูดว่าเอาเลยเป็นไรเป็นกันพวกเราทำแบบนี้" ซึ่งข้อความนี้ศาลอุทธรณ์ได้ฟังมาแล้วว่าเป็นความเท็จ แต่ข้อความที่จำเลยเบิกความไปดังกล่าวนี้จะเป็นข้อสำคัญในคดีอันจะเป็นความผิดตามกฎหมายที่ฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การพิจารณาในคดีของศาลมณฑลทหารบกที่จำเลยไปเบิกความนั้น มีประเด็นอันเป็นข้อสำคัญในคดีว่า โจทก์ในคดีนี้ได้ร่วมกับพวกกระทำการวางเพลิงเผาทรัพย์ตามที่ได้ฟ้องหรือไม่ ปรากฏตามคำพิพากษาในคดีนั้นซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด คงมีแต่พยานแวดล้อมโดยเฉพาะพยานปากนายถนอม ไตรทรัพย์ (จำเลยคดีนี้) เป็นพยานเดี่ยวและมีข้อที่จำเลยนำสืบหักล้างมีน้ำหนักน้อยที่จะรับฟัง ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความที่จำเลยเบิกความมาดังกล่าวแล้ว ยังห่างไกลกับข้อเท็จจริงในคดีที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำการวางเพลิง ไม่พอที่จะทำให้ฟังไปได้ว่าโจทก์กับนายอมรได้คบคิดกันวางเพลิงตามที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าคำเบิกความที่นายถนอม ไตรทรัพย์ จำเลยเบิกความไปนั้น มิใช่เป็นข้อสำคัญในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยโดยฟังว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยจำเลยยังไม่มีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังขึ้น และศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นต่อไป
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องของโจทก์เสีย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2510
นายเสรี อิทธิสมบัติ โจทก์
นายถนอม ไตรทรัพย์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเสรี อิทธิสมบัติ · ล. - นายถนอม ไตรทรัพย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อดุล รัตนปิณฑะ · โพยม เลขยานนท์ · วงษ์ วีระพงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเรืองสวัสด์ พรหมสาขา ณ สกลน · ศาลอุทธรณ์ - นายเกียรติ ผลสวัสดิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา