⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 640/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ที่ดินตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ย่อมทำให้สิทธิในภารจำยอมของเจ้าของที่ดินรายอื่นที่มีต่อที่ดินนั้นสิ้นสุดลง * ผู้ซื้อที่ดินซึ่งส่วนหนึ่งได้ถูกอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไปโดยปริยายแล้ว ไม่มีสิทธิยึดถือเอาที่ดินส่วนนั้นเป็นของตน และไม่มีอำนาจฟ้องให้ผู้ที่รุกล้ำที่ดินส่วนนั้นออกไป * การกระทำที่ทำให้เจ้าของที่ดินไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เพื่อการค้าขายได้ ถือเป็นการละเมิดที่เจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ และมีอำนาจฟ้อง * ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้อง ศาลสามารถกำหนดให้ได้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม

ย่อคำพิพากษา

บรรยายฟ้องว่าทางเดินตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ และตอนต่อไปบรรยายว่าทางเดินนี้ตกเป็นทางสาธารณะประโยชน์แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะทางเดินอาจตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินรายอื่น และก็อาจกลายสภาพเป็นทางสาธารณได้ ซึ่งเมื่อเป็นทางเดินสาธารณะแล้ว สิทธิ์ในภารจำยอมของเจ้าของที่ดินรายอื่นก็ย่อมถูกกลืนหมดสภาพไปในตัว พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย รับซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมได้อุทิศบางส่วนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไปโดยปริยายแล้ว แม้ที่ดินส่วนนั้นจะอยู่ในเขตโฉนดที่ดินที่รับซื้อไว้ ผู้ซื้อที่ดินนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดถือเอาเป็นของตนได้ และแม้จะมีผู้ทำหลังคาและชายคารุกล้ำที่ดินส่วนนั้นผู้ซื้อที่ดินก็มิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องให้ตัดหลังคาและชายคาได้ กั้นรั้วสังกะสีปิดหน้าบ้านของโจทก์จนโจทก์ไม่มีทางที่จะออกไปสู่ทางสาธารณประโยชน์และทำการค้าขายไม่ได้ตามที่เคย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดของจำเลยตั้งแต่วันฟ้อง ซึ่งศาลพิพากษาบังคับให้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (4) ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอนาคต

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และบุคคลอื่นได้ใช้ทางเดินในที่ดินโฉนดที่ ๔๕๓๖ โดยสงบเปิดเผยมานานหลายสิบปีแล้ว ทางเดินดังกล่าวจึงตกเป็นภารจำยอมและกลายสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดดังกล่าวและได้ทำรั้วสังกะสีปิดกั้นหน้าที่ดินโจทก์ ขอให้แสดงว่าทางเดินดังกล่าวเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยรื้อรั้วสังกะสีกับใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทางเดินตามฟ้องมิใช่ทางภารจำยอมและมิใช่ทางสาธารณะ และฟ้องแย้งว่าโจทก์ปลูกบ้านทำหลังคารุกล้ำที่ดินของจำเลย ขอให้โจทก์ตัดหลังคาออก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้ว ห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางเดินซึ่งเป็นทางภารจำยอม และให้โจทก์ตัดหลังคาออก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยรื้อรั้วและยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่าทางเดินตกเป็นภารจำยอมของที่ของโจทก์ แล้วต่อมาโจทก์บรรยายว่าทางเดินนี้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว เป็นการบรรยายถึงความเป็นมาแห่งสภาพของที่ดินที่เป็นทางเดินนั้น และจำเลยเข้าใจข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ชัดเจนดีแล้ว ไม่หลงข้อต่อสู้ ทั้งทางพิพาทอาจตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์และก็อาจกลายสภาพเป็นทางสาธารณะได้ หากเป็นทางเดินสาธารณะสิทธิ์ในภารจำยอมของโจทก์ก็ย่อมถูกกลืนหมดสภาพไปในตัว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเห็นว่าที่ดินซึ่งประชาชนในหมู่บ้านประมาณ ๕ - ๖ ร้อยคนใช้เป็นทางเดินไปมาระหว่างทางสาธารณะเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และผู้ซื้อที่ดินก่อนจำเลยได้จัดถมทางเดินตามหัวคันนาให้ดีขึ้นเพื่อสะดวกแก่คนเดินไปมา ทั้งเมื่อได้มีผู้เรี่ยไรเงินชาวบ้านสร้างเป็นทางคอนกรีต ผู้ซื้อที่ดินนั้นก็ไม่ได้ห้ามปรามขัดขวาง กลับพูดว่าทำให้เดินสะดวกดีขึ้น พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นการอุทิศที่ดินนั้นให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว จำเลยเพิ่งมาซื้อที่ดินภายหลังที่ได้มีการอุทิศทางพิพาทแล้ว แม้ทางพิพาทจะอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดถือเอาเป็นของตนได้ และจำเลยไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องให้โจทก์ตัดหลังคาและชายคาที่รุกล้ำเข้ามาบนทางสาธารณะนั้น เมื่อฟังว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะแล้ว การที่จำเลยกั้นรั้วสังกะสีปิดหน้าบ้านโจทก์จนไม่มีทางที่จะออกไปทางพิพาทและทำการค้าขายไม่ได้ด้วย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาให้จำเลยเสียตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นค่าเสียหายในอนาคต โจทก์ไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลอนาคต จึงไม่ชอบที่โจทก์จะได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น เห็นว่าค่าเสียหายในคดีนี้ ศาลพิพากษาบังคับให้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๔) จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอนาคตตามตาราง ๑ ข้อ ๔ พิพากษาแก้เฉพาะจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องใช้ให้โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2510 นางบุญช่วย เอกเผ่าพันธ์ โจทก์ นายสนิธ ศุภวงศ์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญช่วย เอกเผ่าพันธ์ · ล. - นายสนิธ ศุภวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายกำจร ปัทมานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 8364/2544ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา