⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 841/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่บริษัทเป็นเจ้าของรถที่นำมาวิ่งในเส้นทางสัมปทานของตน โดยมีคนขับและรถแต่งกายและทาสีตามบริษัท ถือว่าบริษัทเป็นนายจ้างของผู้ขับขี่ที่ทำละเมิด * การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดต่อร่างกาย แม้ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกณฑ์คำนวณค่าเสียหาย ก็ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม และศาลมีอำนาจกะค่าสินไหมทดแทนได้ตามสมควร * ศาลอาจไม่อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติม หากพยานนั้นไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป

ย่อคำพิพากษา

รถคันเกิดเหตุเป็นรถของผู้มีชื่อเอามาวิ่งร่วมวิ่งรับคนโดยสารในเส้นทางสัมปทานของจำเลยที่ 2 โดยแบ่งส่วนได้ให้จำเลยที่ 2 แต่เจ้าของรถต้องโอนรถให้มีชื่อบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนรถ คนขับ คนเก็บเงิน ต้องแต่งเครื่องแบบของบริษัท และรถก็ต้องทาสีของบริษัทด้วย ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้มีและใช้รถคันเกิดเหตุในกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด (อ้างฎีกาที่ 1576/2506) โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า เงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องโจทก์ได้เรียกร้องในฐานะที่จำเลยละเมิดต่อร่างกายโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายรายละเอียดอันจะถือเป็นเกณฑ์คำนวณค่าเสียหายก็ดี หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ศาลมีอำนาจที่จะกะค่าสินไหมทดแทนให้ตามสมควรแก่รูปคดีได้ จำเลยขอระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อสืบพยานโจทก์ฝ่ายที่ต้องนำสืบเสร็จแล้ว โดยอ้างว่าเป็นพยานสำคัญที่จำเลยจำเป็นจะต้องนำมาสืบเพื่อประโยชน์ในคดีของจำเลย หากศาลเห็นว่าแม้จะอนุญาตให้จำเลยสืบพยานตามที่ระบุไว้นั้น ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานเช่นว่านั้น จะไม่อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมก็ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.437 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.446 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.634

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วมากเกินสมควร เป็นเหตุให้รถคว่ำ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส เป็นอัมพาตพิการไปตลอดชีวิต โจทก์ได้ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยก็เพิกเฉยจึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถโดยประมาทรถเกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุสุดวิสัย โจทก์ได้รับบาดเจ็บเพราะนั่งยื่นออกนอกรถเอง และโจทก์เป็นอัมพาตอยู่ก่อนแล้ว โจทก์ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ค่าเสียหายโจทก์ฟ้องมากเกินความจริง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิอันใดที่จะให้จำเลยชำระเงิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำตัวเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ รถคว่ำเพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้โจทก์ ๓๓,๓๓๐ บาท จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์นั้นสมควรแล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นระบุพยานเพิ่มเติมนั้น เห็นว่าไม่ควรอนุญาต พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า รถคันเกิดเหตุนี้เป็นของนายผัน นายผันได้เอามาร่วมวิ่งรับคนโดยสารในเส้นทางสัมปทานของจำเลยที่ ๒ โดยแบ่งส่วนได้ให้จำเลยที่ ๒ แต่นายผันต้องโอนรถคันนี้ให้มีชื่อบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของในทะเบียนรถ คนขับ คนเก็บเงินต้องแต่งเครื่องแบบของบริษัท และรถก็ต้องทาสีของบริษัทด้วย ดังนี้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้มีและใช้รถคันเกิดเหตุในกิจการของจำเลยที่ ๒ แล้ว ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ดังนัยฎีกาที่ ๑๕๗๖/๒๕๐๖ ส่วนเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยฎีกาขึ้นมาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างเรียกค่าเสียหายมารวม ๆ เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า เงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ โจทก์ได้เรียกร้องในฐานที่จำเลยละเมิดต่อร่างกายโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายรายละเอียดอันจะถือเป็นเกณฑ์คำนวณค่าเสียหายตามที่จำเลยฎีกาขึ้นมาก็ดี หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ศาลมีอำนาจที่จะกะค่าสินไหมทดแทนให้ตามสมควรแก่รูปคดีได้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์รับราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอออกรับบำนาญแล้วและได้ทำสวนของตนเอง เมื่อเกิดเหตุแล้วโจทก์กลายเป็นอัมพาตทำอะไรไม่ได้ที่ศาลล่างกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ ๓๐,๖๐๐ บาทนั้น เห็นว่าพอสมควรแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาสั่งอนุญาตให้จำเลยอ้างและสืบพยานเพิ่มเติมนั้นเห็นว่า แม้จะอนุญาตให้จำเลยสืบพยานตามที่ระบุไว้นั้น ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานเช่นว่านั้น พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลยที่ ๒ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2510 นายสง่า นิลจำรัส โจทก์ นายชื้น จันทร์ตะเคียน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสง่า นิลจำรัส · จำเลย - นายชื้น จันทร์ตะเคียน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายจิตติ วุฒิปาณี · ศาลอุทธรณ์ - นายวงษ์ วีระพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา