⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1073/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1073/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคล คือกรรมการของมัสยิดตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น สัปบุรุษหรือผู้รับมอบอำนาจจากสัปบุรุษไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนมัสยิดได้

ย่อคำพิพากษา

ตามคำฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทุกคนซึ่งเป็นกรรมการของมัสยิดกุฎีหลวงได้สมคบกับยักยอกทรัพย์สินของมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคล ฉะนั้น ผู้เสียหายในคดีนี้ก็คือมัสยิดกุฎีหลวงและผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนได้ก็ต้องเป็นกรรมการของมัสยิดตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 7 โจทก์มีฐานะเป็นแต่เพียงสัปบุรุษและผู้รับมอบอำนาจจากสัปบุรุษเท่านั้น ไม่มีหน้าที่จัดการในกิจการและทรัพย์สินของมัสยิดแต่ประการใด จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์กล่าวหาว่ากรรมการมัสยิดทั้งชุดสมคบกันทำให้มัสยิดเสียหายถึงหากจะเป็นความจริง ก็มีทางแก้ได้โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดถอดถอนกรรมการมัสยิดเสียตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 แต่จะฟ้องเองโดยลำพังไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490 ม.8

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และผู้รับมอบอำนาจเป็นสัปบุรุษประกอบศาสนกิจประจำอยู่ในมัสยิดกุฎีหลวงซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยทุกคนได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เป็นกรรมการมีหน้าที่บริหารงานและมีหน้าที่ครอบครองทรัพย์สินของมัสยิด จำเลยทุกคนได้สมคบกันกระทำความผิดนำเอาที่ดินของมัสยิดกุฎีหลวงไปจำนองและสมคบกันเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นของตนหรือบุคคลอื่นเสียโดยทุจริต สัปบุรุษของมัสยิดทุกคนได้รับความเสียหาย จึงมอบอำนาจให้โจทก์ร้องเรียนเรื่องนี้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๓, ๓๕๔, ๘๐, ๘๓ และ ๙๑ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่โจทก์กล่าวว่ามัสยิดเป็นนิติบุคคล จำเลยทั้งหมดมีหน้าที่บริหารงานของมัสยิด โจทก์หรือผู้ที่มอบอำนาจเป็นเพียงสัปบุรุษมิได้มีหน้าที่ในการดำเนินงานแทนมัสยิดแต่อย่างใด ทรัพย์สินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยยักยอกนั้นเป็นทรัพย์สินของมัสยิด โจทก์และผู้รับมอบอำนาจจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทุกคนซึ่งเป็นกรรมการมัสยิดกุฎีหลวงได้สมคบกันยักยอกทรัพย์สินของมัสยิดซึ่งเป็นนิติบุคคล ฉะนั้น ผู้เสียหายในคดีนี้ก็คือมัสยิดกุฎีหลวงและผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนได้ก็ต้องเป็นกรรมการของมัสยิดตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ โจทก์มีฐานะเป็นแต่เพียงสัปบุรุษและผู้รับมอบอำนาจจากสัปบุรุษเท่านั้น ไม่มีหน้าที่จัดการในกิจการและทรัพย์สินของมัสยิดแต่ประการใด จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๓) ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์กล่าวหาว่ากรรมการมัสยิดทั้งชุดสมคบกันทำให้มัสยิดเสียหาย ถึงหากจะเป็นความจริง ก็มีทางแก้ได้โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดถอดถอดนกรรมการมัสยิดเสีย ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่จะฟ้องเองโดยลำพังไม่ได้ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1073/2511 นายประสิทธิ์ จุฬารัตน์ ในฐานะสัปบุรุษแห่งมัสยิดกุฎีหลวงเป็นส่วนตัวและใน ฐานะผู้รับมอบอำนาจจากสัปบุรุษแห่งมัสยิดกุฎีหลวงส่วนมาก โจทก์ นายกระแสร์ จุฬารัตน์ กับพวก รวม 12 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะสัปบุรุษแห่งมัสยิดกุฎีหลวงเป็นส่วนตัวและใน - นายประสิทธิ์ จุฬารัตน์ · โจทก์ - ฐานะผู้รับมอบอำนาจจากสัปบุรุษแห่งมัสยิดกุฎีหลวงส่วนมาก · ล. - นายกระแสร์ จุฬารัตน์ กับพวก รวม 12 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · แถม สิริสาลี · อาจิต ไชยาคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา · ศาลอุทธรณ์ - นายบัญญัติ สุขารมณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5917/2545ฎีกา 1742/2503ฎีกา 5865/2555ฎีกา 1167/2530ฎีกา 890/2503ฎีกา 4217/2565ฎีกา 3834/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 3593/2529ฎีกา 1734-1735/2532ฎีกา 6328-6330/2531ฎีกา 8537/2553ฎีกา 2869/2553ฎีกา 1303/2551ฎีกา 1641/2514ฎีกา 276/2520ฎีกา 858-861/2554ฎีกา 2894/2523ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 478/2515ฎีกา 1187/2543ฎีกา 954/2502ฎีกา 5232/2556ฎีกา 3522/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา