⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2869/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้ผู้ตายจะมีส่วนประมาทด้วย แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดในผลแห่งความประมาทของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตของผู้อื่น การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ทำให้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมารดาของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้

ย่อคำพิพากษา

ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของ ป. ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.291

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 47, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางวินัย มารดาของนายบัวลอย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 47 วรรคหนึ่ง, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ป-5687 กำแพงเพชร ไปตามถนนสายกำแพงเพชร - ท่ามะเขือ จากทางบ้านท่ามะเขือมุ่งหน้าไปทางด้านอำเภอเมืองกำแพงเพชร เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 12 ถึง 13 หมู่ที่ 5 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กำแพงเพชร น-4335 ซึ่งนายบัวลอย ผู้ตาย ขับสวนทางมา เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ตายฝ่ายเดียว เห็นว่า โจทก์มีนายประสาร และนางยุพา เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า นายประสาร และนางยุพาเป็นสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายประสารขับรถจักรยานยนต์มีนางยุพาซ้อนท้ายมุ่งหน้าไปทางจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์กระบะสีแดงขับแซงขึ้นไปทางขวา บางส่วนของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไป ขณะเดียวกันในช่องเดินรถสวนมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นสวนทางมา เมื่อรถยนต์กระบะแซงไปได้ประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงดังโครมเหมือนรถชนกัน นายประสารจึงชะลอรถชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วจอดรถ ขณะนั้นมีรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาทิ้งช่วงห่างกันไม่มากนัก รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้หักหลบเลี้ยวเข้ามาในช่องเดินรถของนายประสารอ้อมรถยนต์กระบะสีแดงแล้วผ่านเลยไป คำเบิกความของนายประสารและนางยุพาดังกล่าว สอดคล้องกับสภาพของรถยนต์กระบะของจำเลยและสภาพศพผู้ตายหลังเกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจตรีไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ทันทีหลังจากได้รบแจ้งเหตุใหม่ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีคนเลื่อนย้ายรถยนต์กระบะของจำเลย ตามคำเบิกความของจำเลยแต่อย่างใด เพราะรถยนต์กระบะที่แล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมาในระยะใกล้ชิดขับอ้อมไปทางช่องทางเดินรถของนายประสาร เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์กระบะของจำเลย ปรากฏว่ารถยนต์กระบะของจำเลยได้รับความเสียหายค่อนไปทางด้านหน้าซ้ายของรถยนต์ แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กระบะของจำเลยขับล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถสวนจริงตามคำเบิกความของนายประสารและนางยุพา เพราะหากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวแล้ว น่าจะชนทางด้านขวาของรถยนต์กระบะของจำเลยเสียมากกว่า เพราะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุด แม้ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพันตำรวจตรีไพฑูรย์พนักงานสอบสวน พบคราบน้ำมันอยู่เลยเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนไปทางช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดชนอันหมายถึงผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยด้วยนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุรถชนกันเกิดจากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยฝ่ายเดียว เพราะจำเลยก็เป็นฝ่ายขับรถแซงขึ้นไปในช่องเดินรถของผู้ตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของนายประสารล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป้ฯเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางวินัย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางวินัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553 พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นางวินัย เสวตพยัคฆ์ โจทก์ร่วม นายอำนาจ วัฒนศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร · โจทก์ร่วม - นางวินัย เสวตพยัคฆ์ · จำเลย - นายอำนาจ วัฒนศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธนฤกษ์ นิติเศรณี · สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 730/2486ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 11/2539ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ