คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาเช่าของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาท หากทายาทได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าต่อไปและทำสัญญาเช่ากับผู้ให้เช่า ทายาทก็มีอำนาจฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกที่เข้ามาอยู่อาศัยในทรัพย์สินที่เช่าได้
ย่อคำพิพากษา
แม้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างมารดาโจทก์กับกระทรวงศึกษาธิการจะระงับโดยเหตุที่มารดาโจทก์ถึงแก่กรรมก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ซึ่งตกทอดมาจากมารดาโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังคงครอบครองที่พิพาทและต่อมาโจทก์ก็ได้ทำสัญญาเช่าที่พิพาทกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไปอีกเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งขออาศัยมารดาโจทก์ปลูกบ้านในที่ดินบางส่วนของที่พิพาทได้ กระทรวงศึกษาธิการไม่จำต้องส่งมอบที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์อีก (ประชุมใหญ่ ครั้งที่17/2511)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางกิมไน้มารดาโจทก์เช่าที่ดิน ๑ แปลงของกระทรวงศึกษาธิการ และเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีมานี้ จำเลยกับภรรยามาขออาศัยมารดาโจทก์ปลูกบ้านในที่ดินแปลงนี้บางส่วน ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๕ มารดาโจทก์ตาย และเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวต่อจากกระทรวงศึกษาธิการ และโจทก์ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไป จำเลยไม่ยอม จึงขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านออกไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ๑๒๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจำเลยรื้อถอนออกจากที่ดิน
จำเลยให้การว่า มารดาโจทก์แบ่งที่ดินให้จำเลยเช่าปลูกบ้านอยู่อาศัย เสียค่าเช่าปีละ ๖๐ บาท โดยความรู้เห็นยินยอมของกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ และโจทก์ไม่เสียหาย
ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยอาศัยปลูกบ้านเพื่อค้าขาย พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินที่โจทก์เช่า
จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เช่าที่ดินจากกระทรวงศึกษาธิการภายหลังที่จำเลยเช่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์เช่าที่ผิดจากกระทรวงศึกษาธิการหลังจากจำเลยปลูกบ้านในที่พิพาทถึง ๑๐ ปี ขณะโจทก์ทำสัญญาเช่าโจทก์มิได้รับมอบที่ดินในส่วนซึ่งจำเลยปลูกบ้านอยู่ โดยเป็นที่ดินซึ่งกระทรวงศึกษาธิการยังส่งมอบให้โจทก์ไม่ได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า เมื่อนางกิมไน้มารดาโจทก์ถึงแก่กรรม แม้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างนางกิมไน้กับกระทรวงศึกษาธิการจะระงับไปและโจทก์จะยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากกระทรวงศึกษาธิการก็ดี แต่โดยในฐานะที่โจทก์เป็นบุตรนางกิมไน้ผู้ซึ่งให้จำเลยอาศัย โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดต่าง ๆ ซึ่งตกทอดมาจากมารดาโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐ และโจทก์คงครอบครองที่พิพาทอยู่ ยังไม่ได้ส่งมอบที่ดินคืนกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากกระทรวงศึกษาธิการต่อไปอีก กรณีเช่นนี้กระทรวงศึกษาธิการไม่จำต้องส่งมอบที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว จำเลยเป็นผู้อาศัยที่ดินบางส่วนปลูกบ้านจากนางกิมไน้ เมื่อนางกิมไน้ถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นบุตรมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ออกไปจากที่อาศัยได้
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ บังคับคดีตามศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2511
นางสาวอรุณ และหมัด โจทก์
นายซังไล้ แซ่โง้ว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวอรุณ และหมัด · จำเลย - นายซังไล้ แซ่โง้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชิต บุณยประภัศร · จินตา บุณยอาคม · แสวง ลัดพลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายชุ่ม สุนทรธัย · ศาลอุทธรณ์ - นายเทียบ สุจารีกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา