⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1525/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1525/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเสนอคดีของตนต่อศาลโดยลำพัง และต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนแยกกัน * การที่จำเลยไม่เข้าเบิกความเป็นพยาน ไม่ได้ตัดสิทธิจำเลยในการนำพยานเข้าสืบ หรือห้ามนำคำเบิกความของพยานมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลย

ย่อคำพิพากษา

คดีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยลำพัง ฉะนั้น แม้โจทก์จะฟ้องมาในคดีเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์แต่ละคนจึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 22/2511) การที่จำเลยที่ 2 ไม่เข้าเบิกความเป็นพยาน ไม่มีกฎหมายตัดสิทธิมิให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบหรือบัญญัติว่าจะเอาคำเบิกความของพยานนั้นหรือคำเบิกความของจำเลยด้วยกันมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายศิลา นางจันทา ขันโอฬาร ซึ่งมีบุตรด้วยกัน ๗ คน นายศิลานางจันทามีทรัพย์ที่ทำมาหาได้ด้วยกันหลายอย่าง รวมราคา ๓๙,๙๐๐ บาท เมื่อประมาณ ๑๒ ปีมาแล้ว บิดามารดาโจทก์ได้แบ่งที่นาให้แก่บุตรทุกคนเป็นส่วนสัด โจทก์ที่ ๑ ได้รับส่วนแบ่งหมายสีแดง (ก) เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ราคา ๒,๕๐๐ บาท นายดีได้รับหมายสีแดง (ข) เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ราคา ๒,๕๐๐ บาท ส่วนทรัพย์ตามบัญชีอันดับ ๒, ๓, ๔ และ ๕ ยังไม่ได้แบ่ง ต่อมานายศิลาบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ นางจันทามารดาโจทก์ก็ถึงแก่กรรมลงอีก ทรัพย์ที่ยังไม่ได้แบ่งดังกล่าวแล้วจึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และทายาททุกคนสำหรับที่นาที่โจทก์ที่ ๑ และนายดีได้รับส่วนแบ่งไว้แล้วนั้น โจทก์ที่ ๑ และนายดีได้มอบให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองดูแลแทน และต่อมาเมื่อนายดีถึงแก่กรรมลง โจทก์ที่ ๒ก็ครอบครองดูแลแทนบุตรนายดี จำเลยไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๐๗ จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องขอรับมรดก รวมทั้งที่นาที่แบ่งแล้วด้วย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับส่วนแบ่ง แต่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์มีส่วนได้ในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งคนละ ๑ ส่วนใน ๗ ส่วน คิดเป็นเงินคนละ ๗๐๐ บาท จึงขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่นาหมายสีแดง (ก) และ (ข)ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ทั้งสอง และพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง อันดับ ๒, ๓, ๔ และ ๕ ออกเป็น ๗ ส่วนให้โจทก์ได้รับคนละ ๑ ส่วน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ประมูลในระหว่างกัน หรือขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วน จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาในระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ที่ ๒ และจำเลยได้ตกลงกันเฉพาะที่นาที่เป็นส่วนของนายดีว่า จำเลยยอมให้เงินแก่โจทก์ที่ ๒เป็นเงิน ๑,๒๕๐ บาทแล้วจำเลยจะเอานาส่วนของนายดีที่พิพาทกันอยู่เป็นสิทธิของจำเลย โจทก์ที่ ๒ ยอมยกนาส่วนนี้ให้แก่จำเลย โดยจะไม่มาเกี่ยวข้องอีก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้เงิน ๑,๒๕๐ บาทแก่นางปานทอง และนางสาวเหรียญภายใน ๓ เดือน นับแต่วันพิพากษาคดีนี้และให้นาพิพาทส่วนที่นายดีได้รับแบ่งตกเป็นสิทธิของจำเลยไป ทรัพย์นอกนั้นคดีของโจทก์ขาดอายุความ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยลำพัง ฉะนั้น แม้โจทก์ฟ้องมาในคดีเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์แต่ละคนจึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ข้อที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ไม่เข้าเบิกความ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานนำสืบในชั้นพิจารณาจำเลยที่ ๒ ต้องแพ้คดีนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้เข้าเบิกความและมีนายพิมพ์ เพียรประดับ ซึ่งจำเลยทุกคนอ้างเป็นพยาน ได้เบิกความอีกด้วย ลำพังเหตุที่จำเลยที่ ๒ ไม่เข้าเบิกความ ก็ไม่มีกฎหมายตัดสิทธิมิให้จำเลยที่ ๒ นำพยานเข้าสืบ หรือบัญญัติว่าจะเอาคำเบิกความของพยานนั้น หรือคำเบิกความของจำเลยด้วยกันมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1525/2511 นางบุญเรือน ขันโอฬาร ที่ 1 นางสาวปาน ขันโอฬาร นางสาวเหรียญทอง ขันโอฬาร โดยนายลี ขันโอฬาร ผู้รับมอบอำนาจ ที่ 2 โจทก์ นายสนั่น จ่าบุญ ที่ 1 นางเสาร์ จ่าบุญ ที่ 2 นายสมนึก ขันโอฬาร ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความขันโอฬาร - นางบุญเรือน ขันโอฬาร ที่ 1 นางสาวปาน · โจทก์ - นางสาวเหรียญทอง ขันโอฬาร โดยนายลี ขันโอฬาร ผู้รับมอบอำนาจ ที่ 2 · จำเลย - นายสนั่น จ่าบุญ ที่ 1 นางเสาร์ จ่าบุญ ที่ 2 นายสมนึก ขันโอฬาร ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โพยม เลขยานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายชวลิต นราลัย · ศาลอุทธรณ์ - นายเกียรติ ผลสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 1010/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 891/2510ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา