⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1866/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลรับมอบเงินจากผู้อื่นเพื่อนำไปซื้อทรัพย์สินให้ตามที่ตกลงกัน ไม่ถือเป็นการฝากทรัพย์ แต่หากผู้รับมอบเงินนำเงินนั้นไปใช้หรือเบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต ถือเป็นความผิดฐานยักยอก

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยรับมอบเงินจากผู้เสียหายเพื่อซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกให้ผู้เสียหายเช่นนี้ แม้จะไม่มีกำหนดเวลาว่าจำเลยจะต้องซื้อเมื่อใด ก็ไม่มีลักษณะเป็นการฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 และ 672 เพราะไม่ใช่เป็นการมอบเงินให้เก็บรักษาไว้ในอารักขาของจำเลยแล้วจำเลยจะคืนให้ จริงอยู่จำเลยอาจนำธนบัตรฉบับอื่นหรือเหรียญกษาปณ์อันอื่นไปซื้อได้ แต่นั่นเป็นเพราะธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายด้วยกันตามพระราชบัญญัติเงินตราฯ จะนำธนบัตรฉบับไหนไปซื้อ ก็สมประโยชน์ของผู้เสียหาย และย่อมไม่ใช่การกระทำโดยทุจริตด้วยเหตุนี้เงินจำนวน 15,000 บาท ที่ผู้เสียหายมอบให้จำเลยครอบครอง จึงยังเป็นของผู้เสียหายอยู่จนกว่าจำเลยจะได้ซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกให้ผู้เสียหายแล้ว อีกประการหนึ่งการที่จำเลยไม่นำเงินของผู้เสียหายที่ตนครอบครองอยู่ไปซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกตามที่ได้รับมอบหมาย บางกรณีอาจเป็นเพียงผิดสัญญาในทางแพ่งได้ก็จริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่เป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต หากเป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตแล้ว ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอก โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวข้างต้นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกเงินจำนวนนี้ไว้เป็นประโยชน์ของจำเลยเอง จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาทไปจากผู้เสียหายโดยผู้เสียหายมอบให้ไปซื้อข้าวเปลือกและปอฟอก แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนนี้ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยเองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ และให้คืนหรือใช้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ชั้นแรกจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ รับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ จำคุก ๖ เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ เพราะให้การรับสารภาพ คงจำคุก ๓ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง จำเลยไม่มีความผิด แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิด ก็ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยโดยเด็ดขาดที่จะเลือกหาซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกตามที่จำเลยเห็นสมควร กรณีเป็นเรื่องจำเลยรับมอบเงินในฐานะผู้รับฝาก จำเลยใช้สอยอย่างไรก็ได้ ไม่จำต้องเอาเงินที่ได้รับมอบโดยเฉพาะไปซื้อ เมื่อจำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไปใช้หมดโดยไม่ซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกให้จึงเป็นเรื่องผิดสัญญา ซึ่งผู้เสียหายจะต้องเรียกร้องในทางแพ่งทั้งในข้อรับมอบเงินจำเลยไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด แสดงว่าไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า การที่จำเลยรับมอบเงินจากผู้เสียหายเพื่อซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกให้ผู้เสียหายเช่นนี้แม้จะไม่มีกำหนดเวลาว่าจำเลยจะต้องซื้อเมื่อใด ก็ไม่มีลักษณะเป็นการฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๗ และ๖๗๒ เพราะไม่ใช่เป็นการมอบเงินให้เก็บรักษาไว้ในอารักขาของจำเลยแล้วจำเลยจะคืนให้ จริงอยู่จำเลยอาจนำธนบัตรฉบับอื่นหรือเหรียญกษาปณ์อันอื่นไปซื้อได้ แต่นั่นเป็นเพราะธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายด้วยกันตามพระราชบัญญัติเงินตราฯ จะนำธนบัตรฉบับไหนไปซื้อก็สมประโยชน์ของผู้เสียหาย และย่อมไม่ใช่เป็นการกระทำโดยทุจริต ด้วยเหตุนี้เงินจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท ที่ผู้เสียหายมอบให้จำเลยครอบครองจึงยังเป็นของผู้เสียหายอยู่ จนกว่าจำเลยจะได้ซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกให้ผู้เสียหาย อีกประการหนึ่งการที่จำเลยไม่นำเงินของผู้เสียหายที่ตนครอบครองอยู่ไปซื้อข้าวเปลือกและปอฟอกตามที่ได้รับมอบหมายบางกรณีอาจเป็นเพียงผิดสัญญาในทางแพ่งได้ก็จริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่เป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต หากเป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตแล้ว ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอก โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกเงินจำนวนนี้ไว้เป็นประโยชน์ของจำเลยเอง จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2511 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายบุ่น ยอดเจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · จำเลย - นายบุ่น ยอดเจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โชค จารุจินดา · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสอน ทองเหลือง · ศาลอุทธรณ์ - นายชุมพล จันทราทิพย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3187/2531ฎีกา 7100/2538ฎีกา 1057/2514ฎีกา 2975/2529ฎีกา 1140/2507ฎีกา 9278/2542ฎีกา 979/2501ฎีกา 3595/2532ฎีกา 3811/2528ฎีกา 8552/2552ฎีกา 365/2521ฎีกา 689/2510ฎีกา 617/2536ฎีกา 1777/2554ฎีกา 22267/2555ฎีกา 1112/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 903-906/2484ฎีกา 18/2520ฎีกา 530/2534ฎีกา 2584/2520ฎีกา 355/2515ฎีกา 1803/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา