คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยผู้จัดการมรดกหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ย่อมเป็นการครอบครองแทนทายาทผู้นั้น และจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าจะเลิกการครอบครองแทน หรือมีการกระทำการอันเป็นการแสดงเจตนาเช่นนั้น.
ย่อคำพิพากษา
บิดาโจทก์ครอบครองที่มรดกแทนโจทก์ไว้ตั้งแต่โจทก์ยังเยาว์ตลอดมา จนภายหลังที่โจทก์บรรลุนิติภาวะแล้วจนกระทั่งบิดาตาย ก็ไม่ปรากฏว่าได้บอกกล่าวแสดงเจตนาว่าจะไม่ยึดถือครอบครองแทนอีกต่อไป ฉะนั้น แม้โจทก์จะออกจากที่พิพาทไปนานแล้ว ก็ยังไม่ขาดอายุความฟ้องเรียกมรดกส่วนของตนซึ่งบิดาครอบครองแทนไว้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายทองคำนางยี้ ซึ่งสมรสกันเมื่อปี๒๔๕๒ โดยมารดามีสินเดิมมาอยู่กิน ส่วนบิดาไม่มี เกิดสินสมรสหลายอย่างรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทในปี ๒๔๗๑ มารดาตาย ส่วนของมารดาซึ่งมี ๒ ใน ๓ ส่วนในที่พิพาท จึงตกแก่บิดาและโจทก์ ซึ่งระหว่างนั้นยังเป็นผู้เยาว์อยู่กับบิดา ซึ่งใช้อำนาจปกครองโจทก์และทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์แทนตลอดมา ยังมิได้แบ่งมรดกแก่โจทก์เป็นส่วนสัดครั้นในปี ๒๕๐๖ บิดาตายจึงปรากฏขึ้นว่าบิดาได้จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรเกิดจากภริยาคนหลังแล้วตั้งแต่ปี ๒๔๙๘โดยไม่มีสิทธิที่จะจำหน่ายจ่ายโอนส่วนที่เป็นของโจทก์ในที่พิพาทนี้ได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ในส่วนของโจทก์ และใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วม
จำเลยต่อสู้ว่ามารดาโจทก์ไม่มีสินเดิมมาอยู่กิน หากจะถือว่าที่พิพาทเป็นสินสมรส ก็เป็นมรดกของบิดาคนเดียว หลังจากโจทก์บรรลุนิติภาวะแล้วได้ออกจากบ้านไปมิได้เกี่ยวข้องที่พิพาทมากว่า ๒๐ปีแล้ว บิดาได้ปกครองแทนโจทก์ และโจทก์มิได้เรียกร้องเอาจากบิดาจึงขาดอายุความแล้ว
ศาลชั้นต้นฟังว่า บิดามารดาโจทก์ต่างมีสินเดิมมาด้วยกันส่วนมรดกของมารดาจึงมีเพียง ๑ ใน ๓ ส่วนตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งตกได้แก่บิดาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งตกได้แก่ทายาทชั้นบุตรซึ่งในทางพิจารณาปรากฏว่าโจทก์ยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งจึงต้องแบ่งแก่โจทก์และนางหอมน้องสาวคนละครึ่ง โจทก์จึงได้๑ ใน ๑๒ ส่วนของที่พิพาทข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบิดาโจทก์ครอบครองส่วนของโจทก์ในที่พิพาทไว้แทนโจทก์ แม้โจทก์จะออกจากที่พิพาทไปนานแล้วก็ไม่ขาดอายุความฟ้องร้อง พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้เกี่ยวกับส่วนของโจทก์ จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมหากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาจำเลย
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่า มารดาโจทก์มีสินเดิมมาอยู่กินกับบิดาข้อเท็จจริงฟังได้มาแต่ศาลชั้นต้นว่า เมื่อมารดาตาย โจทก์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อยู่ได้อยู่กับบิดาในที่พิพาทตลอดมาจนอายุได้ ๒๕ - ๒๖ปี จึงออกไปอยู่ที่อื่น แต่ก็ยังไปมาหาสู่บิดาเสมอ พฤติการณ์แสดงว่าบิดาครอบครองที่มรดกไว้แทนโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าบิดาได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะครอบครองแทนโจทก์ต่อไป ก็ต้องฟังว่าได้ครอบครองแทนตลอดมาระหว่างชีวิตของบิดาไม่ชอบที่จะเอาส่วนของโจทก์ไปโอนยกให้แก่จำเลยอันตนไม่มีสิทธิส่วนที่โจทก์ฎีกาว่ามรดกส่วนของมารดาควรแบ่งระหว่างบิดากับโจทก์จะนำน้องสาวโจทก์มาคิดส่วนแบ่งด้วยนั้นฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2511
นางสาวกิมสื่อ หรือนวลศรี ช้างบุญชู โจทก์
เด็กชายจิตะนะ ช้างบุญชู โดยนางมาลี ช้างบุญชู มารดาผู้ปกครองและผู้แทน
โดยชอบธรรม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวกิมสื่อ หรือนวลศรี ช้างบุญชู · มารดาผู้ปกครองและผู้แทน - เด็กชายจิตะนะ ช้างบุญชู โดยนางมาลี ช้างบุญชู · จำเลย - โดยชอบธรรม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อาจิต ไชยาคำ · กิตติ สีหนนทน์ · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจรัส พ่วงภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธี โรจนธรรม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา