⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 846/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอแก้ไขคำฟ้องที่เกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน.

ย่อคำพิพากษา

คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท. และโจทก์ตั้งทุนทรัพย์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพียง 1,500 บาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ และมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอแก้คำฟ้องที่ว่า จำเลยได้เช่าตึกแถว เลขที่ 493/9เป็นจำเลยได้เช่าตึกแถวเลขที่ 493/12 ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์พิมพ์เลขผิดพลาด เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยในคดีนี้ระบุไว้ชัดว่าจำเลยตกลงรับเช่าตึกแถว 2 ชั้นห้องหมายเลขทะเบียนที่ 493/12 การขอแก้ไขคำฟ้องที่พิมพ์ผิดพลาด ย่อมไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ที่โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว โจทก์ได้บอกเลิกการเช่ากับจำเลย การที่จำเลยอยู่ต่อมาอีก ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยอยู่โดยละเมิด และถือว่าเงินค่าเช่าที่โจทก์รับไปเดือนละ 200 บาทนั้น เป็นค่าเสียหาย ฉะนั้นเมื่อจำเลยอยู่ต่อมา ฟังไม่ได้ว่าเป็นการเช่าแล้วพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นย่อมไม่คุ้มครองจำเลย พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ไม่ได้คุ้มครองถึงการเรียกร้องค่าเสียหายไว้แต่ประการใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ม.17

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าตึกแถวของโจทก์เลขที่ ๔๙๓/๑๒เพื่อทำการค้า มีกำหนดเวลาเช่า ๘ ปี ในอัตราค่าเช่า ๔ ปีแรกเดือนละ ๕๐ บาท ๔ ปีหลังเดือนละ ๘๐ บาท ฯลฯ ภายหลังที่จำเลยเช่าจำเลยไม่ใช้สถานที่เช่าทำการค้า แต่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นการผิดสัญญาเช่า โจทก์เตือนให้ใช้ทำการค้า จำเลยผัดเรื่อยมาจนสิ้นอายุสัญญา จำเลยอยู่ต่อมาโดยยอมเสียค่าเสียหายหรือค่าเช่าเดือนละ ๒๐๐ บาท โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากตึกแถว จำเลยไม่ยอมออก ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารออกจากห้องโจทก์ และใช้ค่าเสียหายฯ จำเลยให้การว่าโจทก์บังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อทำการค้าเจตนาที่แท้จริงของจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน การที่โจทก์ให้จำเลยเช่าต่อมาเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว เท่ากับโจทก์เปลี่ยนเจตนาเป็นการเช่าเพื่อการค้า ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท และโจทก์ตั้งทุนทรัพย์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพียง ๑,๕๐๐ บาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์และมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔และเห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอแก้คำฟ้องที่ว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวเลขที่ ๔๙๓/๙ เป็นจำเลยได้เช่าตึกแถวเลขที่ ๔๙๓/๑๒ เป็นกรณีที่โจทก์พิมพ์เลขผิดพลาด เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยระบุไว้ชัดว่าจำเลยตกลงรับเช่าตึกแถวสองชั้นห้องหมายเลขทะเบียนที่ ๔๙๓/๑๒การขอแก้ไขคำฟ้องที่พิมพ์ผิดพลาดเช่นนี้ ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ ที่โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า เมื่อหมดอายุสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ได้เรียกให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าใหม่ต่อกันอีก โดยเรียกเก็บค่าเช่าจากจำเลยไปเดือนละ ๒๐๐ บาท เท่ากับโจทก์ยอมรับรู้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเช่าเพื่ออยู่อาศัย ในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นได้ฟังข้อเท็จจริงไว้ว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ แล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวเลิกการเช่ากับจำเลย การที่จำเลยอยู่ต่อมาอีก ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยอยู่โดยละเมิด และถือว่าเงินค่าเช่าที่โจทก์รับไปเดือนละ ๒๐๐ บาทนั้น เป็นค่าเสียหาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยอยู่ต่อมาฟังไม่ได้ว่าเป็นการเช่าแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินพ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น ย่อมไม่คุ้มครองจำเลยเช่นเดียวกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายเกินกว่าค่าเช่าที่เรียกเก็บไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ ไม่ได้คุ้มครองถึงการเรียกร้องค่าเสียหายไว้แต่ประการใด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2511 นายแพทย์โนรี มีสุวรรณ โจทก์ นายเฮง แซ่เซ็ก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายแพทย์โนรี มีสุวรรณ · จำเลย - นายเฮง แซ่เซ็ก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปันโน สุขทรรศนีย์ · อดุล รัตนปิณฑะ · จำรูญ โชติรัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอัศนี เกาไศยนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ บุปผเวส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1490/2535ฎีกา 648/2513ฎีกา 1354/2521ฎีกา 6412-6413/2538ฎีกา 3146/2536ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 12701/2557ฎีกา 2560/2536ฎีกา 2840/2548ฎีกา 217/2519ฎีกา 1029/2519ฎีกา 468/2478ฎีกา 3613/2529ฎีกา 1230/2526ฎีกา 1224/2508ฎีกา 248-249/2494ฎีกา 3350/2529ฎีกา 513/2546ฎีกา 377/2535ฎีกา 179/2495ฎีกา 8099/2544ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3674/2527ฎีกา 6513/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา