⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1292-1293/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292-1293/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้งตามคำร้องของคู่ความ เป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังได้ โดยไม่ต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาสาบานหรือปฏิญาณรับรองรายงานนั้นอีก * การส่งเอกสารให้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ลายมือแล้วได้ผลประการใด ถือว่าเพียงพอสำหรับปัญหาที่โต้แย้ง ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจพิสูจน์ใหม่ * การฟ้องคดีตามสัญญากู้ฉบับเดียวที่รวมหนี้หลายคราว ไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องถึงรายละเอียดการกู้แต่ละคราว * คำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยต้องยื่นคำแถลงคัดค้านหากประสงค์จะอุทธรณ์ * บัญชีทรัพย์ตามมาตรา 1564 วรรค 1 ที่ใช้กับการจัดการมรดกตามมาตรา 1730 หมาย

ย่อคำพิพากษา

การส่งเอกสารไปให้ผู้เชียวชาญกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจพิสูจน์ลายมือนั้น เมื่อผู้เชียวชาญคนใดของกองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจพิสูจน์ได้ผลประการใดและทำรายงานความเห็นส่งมายังศาลแล้ว ก็เป็นการเพียงพอสำหรับปัญหาที่โต้เถียงกัน ไม่จำต้องส่งไปให้ตรวจพิสูจน์ใหม่ เพราะเป็นการเพียงพอสำหรับปัญหาที่โต้เถียงกัน ไม่จำต้องส่งไปให้ตรวจพิสูจน์ใหม่ เพราะเป็นการตรวจพิสูจน์ซ้ำและไม่น่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิม ผู้ตายกู้เงินโจทก์ไปหลายคราว แต่ทำสัญญากู้รวมกันให้โจทก์ไว้ฉบับเดียวตามที่โจทก์นำมาฟ้อง ดังนี้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องว่าผู้ตายกู้เงินโจทก์ไปกี่คราว คราวละเท่าใด ทำหนังสือกู้ลงวันเดือนปี เพียงแต่บรรยายฟ้องเกี่ยวกับสัญญากู้ฉบับที่นำมาฟ้องก็พอ เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง ย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากจำเลยจะอุทธรณ์คัดค้าน ต้องยื่นคำแถลงคัดค้านไว้ บัญชีทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรค 1 ซึ่งนำมารใช้กับการจัดการมรดกตามมาตรา 1730 ย่อมหมายถึงบัญชีทรัพย์มรดกซึ่งได้จัดทำขึ้น โดยผู้จัดการมรดก ภายหลังที่ได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว หาได้หมายถึงบัญชีทรัพย์มรดกที่ทำยื่นพร้อมคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไม่ เมื่อคู่ความฝ่ายใดร้องขอให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเอกสารและศาลมีคำสั่งตั้งตามขอแล้ว ผู้เชี่ยวชาญนั้นจึงเป็นผู้เชียวชาญที่ศาลตั้ง ศาลย่อมรับฟังรายงานความเห็นของผู้เชียวชาญนั้นได้ โดยไม่ต้องเรียกให้มาสาบานหรือปฏิญาณรับรองรายงานนั้นอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.98 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.99 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.129 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1564 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1730

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อนายอุทัย ณ ระนอง มีชีวิตอยู่ ได้ยืมเงินโจทก์ไปหลายคราว เป็นเงินหนึ่งแสนบาทเศษ และได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมานายอุทัยได้ถึงแก่กรรม โจทก์เป็นบุตรและจำเลยเป็นภริยาผู้ตายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล โจทก์ได้ขอให้จำเลยเอาทรัพย์สินในกองมรดกชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่ยอม ขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า นายอุทัยผู้ตายไม่เคยกู้เงินโจทก์ ลายเซ็นในสัญญากู้ไม่ใช่ลายเซ็นของนายอุทัยผู้ตาย สัญญาที่โจทก์อ้างเป็นสัญญาปลอม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ลงมือทำบัญชีทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งให้ศาลทราบถึงหนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนายอุทัยผู้ตาย หนี้รายนี้จึงสูญไปตามกฎหมาย ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดหน้าที่ให้โจทก์นำสืบก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์แล้วจำเลยขอให้ศาลสั่งสัญญากู้ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจตรวจลายมือผู้กู้ ศาลเห็นว่าสัญญากู้ได้ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจพิสูจน์และได้รับรายงานผลของการตรวจมาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ส่งไปตรวจซ้ำอีกตามที่จำเลยขอ จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งไว้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และเชื่อว่านายอุทัยผู้ตายได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามฟ้อง และได้นำเงินไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการอาชีพที่จำเลยมีส่วนร่วมอยู่ด้วย หนี้ของนายอุทัยผู้ตายจึงเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๒ จำเลยจึงต้องรับผิด สำหรับมรดกของนายอุทัยผู้ตายนั้น ศาลได้ตั้งให้โจทก์จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันก่อนยื่นคำร้องต่อศาล โจทก์จำเลยได้ทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ตายยื่นพร้อมกับคำร้องของเป็นผู้จัดการมรดก บัญชีทรัพย์ดังกล่าวนี้มิใช่บัญชีทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๔, ๑๗๓๐ ฉะนั้น การที่โจทก์มิได้แจ้งต่อศาลว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ ก็ไม่ทำให้สิทธิที่จะเรียกให้กองมรดกชำระหนี้โจทก์สูญไป พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งเอกสารสัญญากู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นข้อ ๆ ดังนี้ ๑. ตามที่จำเลยขอให้ศาลส่งเอกสารสัญญากู้ไปให้ผู้เชียวชาญกรมตำรวจตรวจพิสูจน์ซ้ำอีก โดยระบุชื่อผู้เชียวชาญไปด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้เชียวชาญคนใดคนหนึ่งในกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจได้ตรวจพิสูจน์ได้ผลประการใดและได้รายงานผลให้ศาลทราบแล้ว ก็น่าจะเป็นการเพียงพอสำหรับปัญหาที่โต้เถียงกัน ถ้าส่งเอกสารไปให้ตรวจพิสูจน์ใหม่อีกตามที่จำเลยขอ น่าจะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิม นอกจากจะเป็นการฟุ่มเฟือยและประวิงคดีให้ล่าช้าเท่านั้น ๒. ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่านายอุทัยผู้ตายกู้เงินโจทก์ไปกี่คราว ๆ ละเท่าใด ทำสัญญากู้วันเดือนปีใด ใครเป็นพยานบ้าง ปัญหาสำคัญมีว่านายอุทัยผู้ตายได้กู้เงินโจทก์ไปจริงตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น โจทก์ได้บรรยายไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่านายอุทัยผู้ตายได้กู้และรับเงินไปจากโจทก์หลายคราวรวมทั้งได้รับไว้ในวันทำสัญญาตฟ้องนี้อีก ๕,๐๐๐ บาทด้วย เป็นเงินรวมหนึ่งแสนบาทเศษ โจทก์จึงให้ทำสัญญากู้ไว้เป็นเงินหนึ่งแสนบาทถ้วน จำเลยจึงเข้าใจข้อหาของโจทก์ได้ดีอยู่แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ๓. การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นการชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์จำเลยต่างยื่นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและคำให้การด้วยกัน ในวันนัดพิจารณาคำร้อง โจทก์จำเลยต่างแถลงว่าไม่คัดค้านอีกฝ่ายหนึ่งขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและคำให้การ ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและคำให้การได้ตามขอ ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ถ้าจำเลยเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยต้องแถลงคัดค้านติดสำนวนไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลได้ แต่จำเลยหาได้แถลงคัดค้านไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖(๒) ๔. หนี้ของโจทก์จะสูญไปตามกฎหมายเพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งต่อศาลว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้ใดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในเบื้องต้น โจทก์จำเลยได้ยื่นคำต้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและได้ทำบัญชีทรัพย์แนบติดกับคำร้องเพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาล คำว่า บัญชีทรัพย์มรดกซึ่งจัดทำขึ้นโดยผู้จัดการมรดก หมายถึงบัญชีทรัพย์ซึ่งผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งจากศาลเป็นผู้จัดการหาใช่บัญชีทรัพย์ที่ยื่นพร้อมกับคำร้องไม่ เพราะขณะทำบัญชีโจทก์จำเลยยังไม่มีหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก ฉะนั้น โจทก์มิได้แจ้งต่อศาลว่าผู้ตายเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ จึงไม่ขัดต่อมาตรา ๑๕๖๔ อันจะทำให้หนี้ของโจทก์ต้องสูญไป ๕. ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้ศาลตั้งผู้เชียวชาญเพื่อตรวจเอกสารและศาลมีคำสั่งตั้งตามขอแล้ว ผู้เชี่ยวชาญนั้นจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง ศาลย่อมรับฟังรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้โดยไม่ต้องเรียกให้มาสาบานหรือปฏิญาณรับรองรายงานนั้นอีก เว้นแต่ศาลยังไม่พอใจความเห็นนั้น หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลจึงจะเรียกผู้เชี่ยวชาญนั้นมาเบิกความประกอบรายงาน ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงฟังว่า นายอุทัย ณ ระนอง ผู้ตายได้ยืมเงินโจทก์ไปตามฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292 - 1293/2512 นางเพ็ญศรี ณ ระนอง โจทก์ นางสุคนธ์ ณ ระนอง และใน ฐานะทายาทรับมรดกของนายอุทัย ณ ระนอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเพ็ญศรี ณ ระนอง · และใน - นางสุคนธ์ ณ ระนอง · จำเลย - ฐานะทายาทรับมรดกของนายอุทัย ณ ระนอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · ประสม เภกะสุต · ชลอ บุปผเวส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายโกวิท สุนทรขจิต · ศาลอุทธรณ์ - นายเพรียบ หุตางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 988/2485ฎีกา 5049/2547ฎีกา 5882/2541ฎีกา 6304/2540ฎีกา 2281/2539ฎีกา 685/2550ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1267/2500ฎีกา 1247/2510ฎีกา 1384/2518ฎีกา 5111/2543ฎีกา 536/2536ฎีกา 4335/2539ฎีกา 3202/2559ฎีกา 1360/2544ฎีกา 7927/2538ฎีกา 58/2531ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1803/2533ฎีกา 1733/2498ฎีกา 5438/2537ฎีกา 2329/2553ฎีกา 1609/2506ฎีกา 199/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา