⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1303/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การซื้อขายทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้การยึดทรัพย์อาจมีข้อบกพร่องในรายละเอียดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมีโฉนดของโจทก์มาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีโจทก์ถูกจำเลยฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ แม้ในการยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีจะยึดอย่างที่ดินมือเปล่าโดยนำ ส.ค.1 สำหรับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ร่วมมา และประกาศขายทอดตลาดว่าเป็นที่ดินมี ส.ค. 1 โดยระบุเลขที่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดยสุจริต และจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต จำเลยย่อมได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1330

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.71 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.72 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.509 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่นาโฉนดที่ ๓๒๓๓ และให้นายขำสามีทำนาจำเลยแจ้งความหาว่านายขำบุกรุก และเอานาของโจทก์ให้นายจู๋เช่าทำ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่นาตามโฉนดที่โจทก์อ้างจะอยู่ตรงไหนจำเลยไม่ทราบ แต่ที่นาที่นายขำบุกรุกนั้นเป็นของจำเลย ซื้อจากการขาดทอดตลาดของศาลจังหวัดปราจีนบุรีในคดีแพ่งแดงที่ ๘๓/๒๕๐๗ ซึ่งจำเลยได้ชำระราคาแล้ว โดยนายขำสามีโจทก์เป็นลูกหนี้ นาขำไม่มีเงินชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่นา ๑ แปลง เนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ ในวันไปยึดโจทก์และนายขำทราบดี ไม่มีผู้คัดค้าน ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศโจทก์และนายขำมิได้ร้องขัดทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง โจทก์กับนายขำเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่นาเป็นสินสมรส จำเลยย่อมยึดได้ ทางศาลได้แจ้งอำเภอเพื่อให้ทำนิติกรรมขายให้แก่จำเลยแล้ว ระหว่างรอจดทะเบียน โจทก์ให้นายขำเช้าทำนาพิพาทเป็นการละเมิด ทำให้จำเลยเสียหายปีละ ๑,๔๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์กับนายขำร่วมกันใช้ค่าเสียหายนับแต่ปีที่ฟ้องจนกว่าจะไม่เข้าเกี่ยวข้อง จำเลยร้องขอให้เรียกนายขำเข้าเป็นโจทก์ร่วมและนายขำก็ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้ง ปฏิเสธความรับผิด ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินที่จำเลยซื้อจากการขาดทอดตลาดของศาลในคดีแพ่งแพงที่ ๘๓/๒๕๐๗ คือที่พิพาทในคดีนี้ จำเลยได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๐ พิพากษายกฟ้องโจทก์ บังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยปีละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะไม่เข้าเกี่ยวข้องกับนาพิพาท โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยสุจริต จำเลยจึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ นั้นยังไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่นำสืบกันมา ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นสามีภริยากัน นาพิพาทมีโฉนดเลขที่ ๓๒๓๓ มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน โจทก์ร่วมมีที่ดินอีก ๑ แปลง เป็นที่มือเปล่า มี ส.ค. ๑ เนื้อที่ ๙ ไร่ อยู่ติดต่อกับที่ของโจทก์ มีคันนาเป็นเขต โจทก์ร่วมถูกจำเลยฟ้องเรียกเงินกู้ทำยอมใช้หนี้แล้วไม่ใช้ จำเลยจึงขอให้ยึดที่นาของโจทก์ร่วม เวลายึดโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ไป ต่อมาพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดว่า ขายที่ดินมี ส.ค.๑ ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมแถลงรับว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลไปยึดกับที่ดินพนักงานที่ดินไปทำแผนที่พิพาทในคดีนี้เป็นแปลงเดียวกัน ตามแผนที่ ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้ว่าเป็นที่มีโฉนดของโจทก์ทับที่ดินที่จำเลยซื้อจากศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า จำเลยได้ซื้อที่พิพาทนี้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่เท่านั้น ได้ความจากนายสำเนียงเจ้าพนักงานบังคับคดีพยานจำเลยว่า วันไปยึดที่พิพาทได้พบกับโจทก์และโจทก์ร่วมได้แล้วกับโจทก์ร่วมว่าจะไปยึดที่นาของโจทก์ร่วมให้โจทก์ร่วมไปในการยึดด้วย โจทก์ร่วมไม่ยอมไป นาพิพาทที่ยึดห่างบ้านโจทก์กับโจทก์ร่วมประมาณ ๒ เส้น จากเรือนโจทก์ร่วมยังมองเห็นที่ยึดได้ เมื่อยึดแล้วได้มาที่บ้านโจทก์ร่วมอีก ทำบันทึกการยึดอ่านให้โจทก์ร่วมฟัง โจทก์ร่วมได้ลงชื่อไว้ในบันทึกนั้นด้วย แต่โจทก์กลับลงจากเรือนไปเสีย และยังได้ความจากโจทก์ร่วมว่านาที่ยึดเป็นที่ ส.ค.๑ แต่โจทก์ร่วมเอาไปวางประกันหนี้ นายสำเนียงไปขอ ส.ค.๑ จากเจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมมาได้ จึงได้ลงในประกาศขายทอดตลาดว่าที่ดินเป็นที่นามี ส.ค.๑ เลขที่ ๕๔/๒๔๙๘ และตอนขายได้มีการประกาศขายทอดตลาดโดยปิดประกาศขายทอดตลาดตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนมีรายงานการขายทอดตลาดว่า มีผู้เข้าประมูล ๓ คน จำเลยให้ราคาสูงกว่าคนอื่น จึงเป็นผู้ซื้อได้ ศาลฎีกาเห็นว่าเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติการไปถูกตามกฎหมายแล้ว จำเลยเป็นผู้ประมูลราคาสูงสุด จึงซื้อได้ ไม่พฤติการณ์ใดแสดงว่า การขายทอดตลาดที่พิพาทตามคำสั่งศาลนั้นเจ้าพนักงานก็ดี จำเลยก็ดีได้กระทำไปโดยไม่สุจริต แม้จะปรากฏว่าประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานเป็นที่ดินที่มี ส.ค.๑ ซึ่งความจริงเป็นที่มีโฉนดก็ตาม ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดซึ่งเป็นไปชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยซื้อไว้โดยสุจริตเสียไป เมื่อจำเลยซื้อที่พิพาทไว้จากการขาดทอดตลาดตามคำสั่งโดยสุจริต ย่อมได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๐ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2512 นางแก้ว พรมช่อ โจทก์ นายชำ พรมช่อ จ.ร่วม นายยุทธพงษ์ วรจินต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางแก้ว พรมช่อ · จ.ร่วม - นายชำ พรมช่อ · จำเลย - นายยุทธพงษ์ วรจินต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขาฯ · ศาลอุทธรณ์ - นายชวน พูนคำ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1219-1222/2526ฎีกา 10866/2546ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 955/2535ฎีกา 472/2513ฎีกา 383/2490ฎีกา 2444/2518ฎีกา 2775/2541ฎีกา 557/2493ฎีกา 319/2530ฎีกา 437/2508ฎีกา 1145/2495ฎีกา 230/2501ฎีกา 377/2536ฎีกา 15964/2553ฎีกา 1634/2532ฎีกา 5768/2534ฎีกา 5640/2541ฎีกา 2644/2530ฎีกา 1081-1082/2522ฎีกา 560/2529ฎีกา 7786/2538ฎีกา 4995-5000/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา