คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1796/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดค่าภาษีอากรค้างได้โดยไม่ต้องฟ้องศาลก่อน และมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้หากทรัพย์สินนั้นถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลยึดไปก่อน
ย่อคำพิพากษา
ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อำนาจข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง จึงเห็นได้ว่าสำหรับค่าภาษีอากรค้างกฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บเองตลอดถึงการยึดทรัพย์ได้ด้วย โดยไม่จำต้องนำคดีฟ้องศาลก่อน เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าพนักงานมีสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย ทั้งก็เป็นผู้ใช้อำนาจนี้ก่อน แต่ยังไม่ทันได้ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไปยึดทรัพย์รายเดียวกันนี้ตามคำสั่งศาลอีก ดังนี้ ผู้ร้องซึ่งมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เพราะผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย (ประชุมใหญ่ ครั้ง ที่ 30/2512)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องร้องว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีอากรรวมเป็นเงิน 3,356,987บาท 23 สตางค์ ผู้ร้องสั่งให้นายอำเภอยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระค่าภาษีที่ค้าง แต่ยังไม่ทันขาย ก็ถูกโจทก์ในคดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยที่ 1 ที่ผู้ร้องยึดไว้ก่อนจนหมดสิ้น ผู้ร้องจึงขอเฉลี่ย ขอให้ศาลอนุญาต
โจทก์คัดค้านว่าไม่มีสิทธิขอเฉลี่ย
ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แล้วเห็นว่าผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ย ฯลฯ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องค่าภาษีอากรซึ่งต้องเสียตามประมวลรัษฎากร ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ คือ เพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้าง ให้เป็นอำนาจของข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งจึงเห็นได้ว่าสำหรับค่าภาษีอากรค้างนี้ กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บเอง ตลอดถึงการยึดทรัพย์ได้ด้วย โดยไม่จำต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องศาลก่อน เมื่อผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานมีสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานก็เป็นผู้ใช้อำนาจนี้ก่อนแต่ยังไม่ทันได้ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไปยึดทรัพย์รายเดียวกันนี้ตามคำสั่งศาลอีก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า แม้ผู้ร้องซึ่งมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะขอเฉลี่ย ก็มีสิทธิขอเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เพราะผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่มีสิทธิอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1796/2512
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายรัศมี ศรีเสน่ห์ โจทก์
ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
บริษัทสกุลไทยวัฒนา จำกัด หรือบั่นเส็ง จำกัด จำเลย
โดยนายอมร รงค์พรรณ กรรมการ ที่ 1 นายอมร รงค์พรรณ ที่ 2 จำเลย
ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส โดยนายพันธุ์ สายตระกูล ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยนายรัศมี ศรีเสน่ห์ · โจทก์ - ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - บริษัทสกุลไทยวัฒนา จำกัด หรือบั่นเส็ง จำกัด · จำเลย - โดยนายอมร รงค์พรรณ กรรมการ ที่ 1 นายอมร รงค์พรรณ ที่ 2 · ผู้ร้อง - ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส โดยนายพันธุ์ สายตระกูล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กิตติ สีหนนทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · อัศนี เกาไศยนันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา