⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 967-969/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 967-969/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ทนายความยื่นฎีกาโดยเสียค่าธรรมเนียมมาหลายสำนวนและในฎีกามีข้อความอ้างถึงสิทธิของจำเลย ย่อมถือได้ว่าเป็นการยื่นฎีกาของจำเลยด้วย แม้จะไม่ได้ระบุชื่อจำเลยโดยตรงก็ตาม 2. เมื่อข้อพิพาทเป็นเรื่องที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยได้ฎีกาแล้ว จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากจำเลย ก็ไม่จำต้องถูกขับไล่ แม้จำเลยร่วมนั้นจะไม่ได้ฎีกาก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ในกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมอีก 2 สำนวนแต่งตั้งทนายคนเดียวกัน และทนายได้ยื่น ฎีกาเฉพาะในนามของจำเลยร่วม 2 สำนวน โดยทนายเป็นผู้เซ็นชื่อในฐานะผู้ฎีกา เมื่อปรากฏว่าฎีกาฉบับนี้เสียค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามา 3 สำนวน และในฎีกามีข้อความว่า "จำเลยอาศัยสิทธิของจำเลยร่วม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย" ดังนี้ ก็ย่อมถือได้ว่าฎีกาที่ทนายยื่นนั้นเป็นฎีกาของจำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าที่พิพาทฟังไม่ได้ว่าเป็นของโจทก์ โจทก์ก็ไม่อาจขับไล่จำเลยได้ ดังนั้น แม้จำเลยร่วมคนหนึ่งจะไม่ได้ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกา และจำเลยร่วมนั้นเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าที่พิพาทจากจำเลย จำเลยร่วมนั้นก็ไม่จำต้องถูกขับไล่ด้วย เพราะมูลคดีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.61 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.62 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยทำรั้วบ้านและชานครัวรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้รื้อถอนออกไปหลายครั้ง จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วและชานครัวที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ออกไป จำเลยทั้งสามให้การว่า มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินที่จำเลยทำรั้วและสวนครัวเป็นที่ดินที่จำเลยเช่าจากวัดมงคลวรารามและกรมการศาสนา โจทก์ควรฟ้องกรมการศาสนา จำเลยเช่ามากว่า ๑๐ ปีแล้ว โจทก์ทราบแต่ไม่ทักท้วง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ต่อมาวัดมงคลวรารามโดยนายดี เกตุก่อลาภ ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าอาวาสวัดมงคลวรารามเข้าเป็นจำเลยร่วมกับนายสังเวียน จิระศิริวัฒน์ และนางลูกจันทร์ ไพฑูรย์ โดยขอถือเอาคำให้การของจำเลยทั้งสองที่ยื่นไว้แล้วเป็นคำให้การของวัดมงคลวรารามด้วย และขอให้การเพิ่มเติมว่า จำเลยร่วมได้สิทธิทางครอบครอง หม่อมหลวงสวง สืบแสง จำเลยร้องขอให้เรียกกรมการศาสนาเข้ามาเป็นจำเลยร่วม กรมการศาสนาให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินของวัดมงคลวราราม ซึ่งวัดและกรมการศาสนาให้หม่อมหลวงสวงจำเลยเช่าปลูกอาคารมาไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ที่พิพาทไม่ได้อยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ ระหว่างการพิจารณา โจทก์ร้องขอให้เรียกนางซังเซ้ง แซ่ลิ้ม เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับหม่อมหลวงสวง อ้างว่าหม่อมหลวงสวงจำเลยได้ขายบ้านรายพิพาทให้นางซังเซ้ง และหม่อมหลวงสวงได้ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว ศาลเรียกนางซังเซ้งเข้ามาเป็นจำเลยร่วม นางซังเซ้งให้การว่าได้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านจากหม่อมหลวงสวงในสภาพเดิม มิได้รุกล้ำ ขอให้ยกฟ้อง แล้วแถลงว่าไม่ติดใจซักค้านพยานโจทก์จำเลยที่สืบไปแล้ว และไม่ติดใจอ้างพยานหรือนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่ในเขตที่วัดมงคลวราราม มิได้รุกล้ำที่ของโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เชื่อว่านายสังเวียน นางลูกจันทร์ และหม่อมหลวงสวง ทำรั้วและครัวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่โจทก์ออกไปเสีย จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนเห็นว่า นายช่วง อภัยจิตต์ ซึ่งเป็นทนายของวัดมงคลวรารามจำเลยร่วม และเป็นทนายของหม่อมหลวงสวงจำเลยด้วย ได้ยื่นฎีกาในนามของวัดมงคลวรารามซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีที่นายสังเวียน จิระศิริวัฒน์ เป็นจำเลยสำนวนหนึ่ง และที่นางลูกจันทร์ ไพฑูรย์ เป็นจำเลยอีกสำนวนหนึ่ง รวมเป็น ๒ สำนวนด้วยกัน แม้นายช่วง อภัยจิตต์ จะยื่นฟ้องฎีกาในนามของวัดมงคลวรารามก็ดี แต่ปรากฏว่าฎีกาฉบับนี้เสียค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามา ๓ สำนวน ซึ่งเป็นของวัดมงคลวรารามจำเลยร่วมเพียง ๒ สำนวนเท่านั้น นอกจากนี้ฟ้องฎีกาฉบับนี้มีข้อความว่าที่พิพาทเป็นของวัด หม่อมหลวงสวงมิได้รุกล้ำที่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฉะนั้นจึงถือได้ว่าฎีกาที่นายช่วงยื่นนั้นเป็นฎีกาของหม่อมหลวงสวงจำเลยด้วย ส่วนนางซังเซ้งและกรมการศาสนามิได้ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่า คดีฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์จะขอให้นายสังเวียน นางลูกจันทร์และหม่อมหลวงสวงรื้อรั้วบ้านและชานครัวไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หาได้ไม่ คดีนี้แม้นางซังเซ้งและกรมการศาสนาจำเลยร่วมจะไม่ได้ฎีกา แต่เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่หม่อมหลวงสวง อันมีประเด็นว่าที่พิพาทเป็นของวัดมงคลวรารามซึ่งหม่อมหลวงสวงมีสิทธิอยู่ได้หรือไม่ เมื่อโจทก์ขับไล่หม่อมหลวงสวงไม่ได้ นางซังเซ้งและกรมการศาสนาก็ไม่จำต้องถูกขับไล่ด้วย เพราะมูลคดีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงให้คำพิพากษาฎีกานี้มีผลถึงนางซังเซ้งและกรมการศาสนาที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 967 - 969/2512 นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช โจทก์ นายสังเวียน จิระศิริวัฒน์ จำเลย วัดมงคลวราราม โดยนายดี เกตุก่อลาภ ผู้รับมอบอำนาจ จ.ล.ร นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช โจทก์ นางลูกจันทร์ ไพฑูรย์ จำเลย วัดมลคลวราราม โดยนายดี เกตุก่อลาภ ผู้รับมอบอำนาจ จ.ล.ร นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช โจทก

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช · จำเลย - นายสังเวียน จิระศิริวัฒน์ · จ.ล.ร - วัดมงคลวราราม โดยนายดี เกตุก่อลาภ ผู้รับมอบอำนาจ · โจทก์ - นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช · จำเลย - นางลูกจันทร์ ไพฑูรย์ · จ.ล.ร - วัดมลคลวราราม โดยนายดี เกตุก่อลาภ ผู้รับมอบอำนาจ · โจทก - นางเสงี่ยม เฟื่องชูนุช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจิต ไชยาคำ · โกวิท ถิระวัฒน์ · จำรูญ โชติรัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสนา เกิดลาภผล · ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1022/2551ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1572/2511ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 891/2510ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1170/2505ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา