⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1370/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการคิดดอกเบี้ยทบต้น จำนวนดอกเบี้ยที่คิดจากดอกเบี้ยที่กลายสภาพเป็นต้นเงินไปแล้ว อาจเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับดอกเบี้ยจากต้นเงินเดิมได้

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องดังกล่าว จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ไป 10,000 บาท สัญญาให้ดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน จำเลยที่ 1 ค้างดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2505 ตลอดมา ดังนี้ พอเป็นที่เข้าใจฟ้องได้ว่า จำเลยที่ 1 รับเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปแล้ว โจทก์จึงได้ฟ้องเรียกทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย เมื่อมีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหมาย จ.1 เป็นหลักฐานการกู้ยืมอยู่แล้ว การเบิกเงินไปแต่ละคราวภายหลังเป็นเรื่องบัญชีเดินสะพัด หาจำต้องมีหลักฐานการกู้เป็นหนังสือเป็นพิเศษอีกชั้นหนึ่งไม่ เพียงแต่จำเลยที่ 1 ออกเช็คสั่งธนาคารโจทก์ให้จ่ายเงินไปแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิด คดีมีประเด็นตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้รับเงินไปตามสัญญาหรือไม่ และมีการใช้เงินคืนหรือยัง การที่โจทก์อ้างหนังสือรับรองหนี้หมาย จ.4 ก็เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปแล้ว และยังไม่ได้ใช้คืน จึงเป็นการสืบตรงประเด็น ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.4 ให้จำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ศาลมีอำนาจรับฟังได้ ถ้าเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งยุติธรรม เมื่อคิดเอาดอกเบี้ยทบเข้าเป็นต้นแล้ว โจทก์ก็ย่อมจะคิดดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่กลายสภาพเป็นต้นเงินไปแล้วได้อีก ดังนั้น ในกรณีคิดดอกเบี้ยทบต้น จำนวนดอกเบี้ยอาจเกินร้อยละ 15 ต่อปีได้ ถ้าคิดคำนวณเฉพาะจากต้นเงินเดิม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ไป ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ชำระต้นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยค้าง ๙,๒๓๔.๓๘ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทน จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า หากได้มีการกู้จริงก็ย่อมมีการชำระแล้ว จำเลยที่ ๒ เคยห้ามโจทก์ไม่ให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระต้นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยค้าง ๙,๒๓๔.๓๘ บาท รวม ๑๙,๒๓๔ บาท ๓๘ สตางค์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องในต้นเงิน ๑๙,๒๓๔.๓๘ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทน เป็นจำนวนดังนี้คือ ต้นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยรวม ๕,๖๖๕.๖๒ บาท รวม ๑๕,๖๖๕.๖๒ บาท และให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๕,๖๖๕.๖๒ บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหมาย จ.๒ ไม่ใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เพราะยังไม่ได้เบิกเงินไป การกู้ยังไม่บริบูรณ์ ศาลฎีกาได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว ฟ้องกล่าวว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ไป ๑๐,๐๐๐ บาท สัญญาให้ดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน จำเลยที่ ๑ ค้างดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๕ ตลอดมา ดังนี้ พอเป็นที่เข้าใจฟ้องได้ว่าจำเลยที่ ๑ รับเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปแล้ว โจทก์จึงได้ฟ้องเรียกทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหมาย จ.๑ เป็นหลักฐานการกู้ยืมอยู่แล้ว การเบิกเงินไปแต่ละคราวภายหลังเป็นเรื่องบัญชีเดินสะพัด หาจำต้องมีหลักฐานการกู้เป็นหนังสือเป็นพิเศษอีกชั้นหนึ่งไม่ เพียงแต่จำเลยที่ ๑ ออกเช็คสั่งธนาคารโจทก์ให้จ่ายเงินไปแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิด คดีนี้โจทก์ส่งอ้างหนังสือรับรองหนี้ของจำเลยที่ ๑ หมาย จ.๔ โดยไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ จำเลยฎีกาว่าไม่ควรรับฟัง และทั้งโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างการรับสภาพหนี้ไว้ เป็นการนำสืบนอกประเด็น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานว่า จำเลยที่ ๑ ได้กู้รับเงินไปตามสัญญาหรือไม่ และมีการใช้เงินคืนหรือยัง การที่โจทก์อ้างหนังสือรับรองหนี้หมาย จ.๔ ก็เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ได้กู้รับเงินไปแล้ว และยังไม่ได้ใช้คืน จึงเป็นการสืบตรงประเด็น ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.๔ ให้จำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ (๒) ศาลมีอำนาจรับฟังได้ ถ้าเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คดีนี้ศาลอุทธรณ์เห็นควรรับฟังเอกสารหมาย จ.๔ ได้ ซึ่งศาลฎีกาก็เห็นพ้องด้วย จำเลยที่ ๒ ฎีกาอีกว่า โจทก์คิดเอาดอกเบี้ยทบต้นนั้นคิดเอาได้ แต่เมื่อรวมกันเข้าแล้วจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เห็นว่า เมื่อคิดดอกเบี้ยทบเข้าเป็นต้นแล้ว โจทก์ก็ย่อมจะคิดดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่กลายสภาพเป็นต้นเงินไปแล้วได้อีก ดังนั้น ในกรณีคิดดอกเบี้ยทบต้น จำนวนดอกเบี้ยอาจเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปีได้ ถ้าคิดคำนวณเฉพาะจากต้นเงินเดิม พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2513 ธนาคารกรุงเทพฯพณิชย์การ จำกัด โดยนายวินิต อุทัยวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจ นายซิวลิบ แซ่จิว ที่ 1 นายเชียงแซ แซ่โค้ว ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้รับมอบอำนาจ - ธนาคารกรุงเทพฯพณิชย์การ จำกัด โดยนายวินิต อุทัยวัฒน์ · ล. - นายซิวลิบ แซ่จิว ที่ 1 นายเชียงแซ แซ่โค้ว ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โกวิท ถิระวัฒน์ · วินัย ทองลงยา · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตรัง - นายเทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง พุทธสถิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2307/2518ฎีกา 1197/2530ฎีกา 170/2546ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4007/2552ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา