⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 227/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยมีเจตนาให้ผู้รับพินัยกรรมที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้รับพินัยกรรมที่แท้จริงเป็นผู้เสียหายโดยตรง มีอำนาจฟ้องผู้กระทำผิดได้ 2. การถอนฟ้องจำเลยบางคนก่อนการสืบพยานโจทก์ ทำให้จำเลยที่ถูกถอนฟ้องไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลยร่วมในคดีนั้นอีกต่อไป จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติเรื่องการห้ามเบิกความเป็นพยานของจำเลยร่วม

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยสมคบกันปลอมพินัยกรรมขึ้น แล้วนำพินัยกรรมปลอมไปใช้ ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมฉบับที่แท้จริงได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ในชั้นแรก แม้จะได้ฟ้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยอื่นไว้ แต่โจทก์ได้ถอนฟ้องคนเหล่านี้ไปก่อนที่จะลงมือสืบพยานโจทก์ ขณะที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ บุคคลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันปลอมแปลงพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับแท้จริงไม่ได้กระทำโดยกรมการอำเภอ ตามกฎหมายพินัยกรรมนั้น จึงไม่ใช่เป็นเอกสารฝ่ายเมือง ก็เป็นข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สารสำคัญ ศาลจะยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 2 หาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.232

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นปลัดอำเภอ จำเลยที่ ๒ - ๓ เป็นเสมียนมหาดไทย จำเลยสามคนนี้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง จำเลยทั้ง ๘ ได้สมคบกันทำความผิด คือ ได้ร่วมกันปลอมแปลงพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายโท มาดี มีข้อความว่า นายโท มาดี ได้ทำพินัยกรรมยกที่นาให้จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ คนละแปลง ยกที่อยู่อาศัยพร้อมกับเรือนหนึ่งหลังให้นายอำพร โจทก์ที่ ๒ และระบุให้จำเลยที่ ๘ เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมนั้น จำเลยทั้งแปดได้สมคบกันลงลายมือชื่อนายโท มาดี ในพินัยกรรม อันเป็นลายมือปลอม จำเลยที่ ๑ ใช้ดวงตราและรอยตราประทับลงในพินัยกรรม ความจริงนายโท มาดี ได้ทำพินัยกรรมยกที่นาให้โจทก์ที่ ๑ หนึ่งแปลง ยกที่นาอีกแปลงหนึ่งให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ คนละครึ่ง ยกที่อยู่อาศัยพร้อมด้วยเรือนหนึ่งหลังให้แก่โจทก์ที่ ๒ และระบุให้นายแก้ว พิมพ์กุล เป็นผู้จัดการมรดก พินัยกรรมฉบับที่แท้จริงนี้ นายโท มาดี ได้มอบให้จำเลยที่ ๒ นำไปกรอกข้อความลงในสมุดทะเบียนพินัยกรรมของอำเภอและให้จำเลยที่ ๑ - ๒ - ๓ ดูแลรักษาตามหน้าที่ ต่อมาจำเลยทั้งแปดได้สมคบกันทำลาย ทำให้สูญหายซึ่งพินัยกรรมฉบับที่แท้จริง แล้วจำเลยทั้งแปดได้สมคบกันปลอมทะเบียนพินัยกรรม โดยตัดข้อความและขีดฆ่าทะเบียนพินัยกรรมที่ระบุให้นายแก้ว พิมพ์กุล เป็นผู้จัดการมรดกออก เติมชื่อจำเลยที่ ๘ เป็นผู้จัดการมรดกแทน แล้วจำเลยที่ ๑ ได้เซ็นชื่อกำกับข้อความที่ขีดฆ่านั้น จำเลยทั้งแปดได้นำพินัยกรรมปลอมไปอ้างและใช้ประกาศรับมรดกของนายโท มาดีต่อเจ้าพนักงาน โดยจำเลยทั้งแปดรู้ว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ขอให้ลงโทษจำเลย ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๘ ศาลอนุญาต ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จำเลยทั้งห้าไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ ๖ ที่ ๗ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๖ - ๗ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๒), ๒๖๘, ๘๓ แต่ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้และอ้างพินัยกรรมปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรค ๒ กระทงเดียว จำคุกคนละ ๔ ปี จำเลยที่ ๖ - ๗ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๖ - ๗ ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายรวม ๔ ข้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามลำดับ ดังนี้ (๑) การที่จำเลยสมคบกันปลอมพินัยกรรมขึ้นแล้วนำพินัยกรรมปลอมไปใช้ ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมฉบับที่แท้จริงได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และตามมาตรา ๒๘ ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ (๒) โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายแสวง นายชัยวัฒน์และจ่าสิบตำรวจบุญเกิดเป็นจำเลยต่อมาได้ถอนฟ้องเสียก่อนสืบพยานโจทก์ ขณะที่บุคคลทั้งสามนี้เบิกความเป็นพยานโจทก์ ทั้งสามคนไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓๒ (๓) ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม (๔) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันปลอมแปลงพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายโท มาดี แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับที่แท้จริงของนายโทไม่ได้กระทำโดยกรมการอำเภอตามกฎหมายแม่พินัยกรรมของนายโทฉบับที่แท้จริงจะไม่ใช่แบบเอกสารฝ่ายเมือง ก็เป็นข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สารสำคัญ ศาลจะยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรค ๒ หาได้ไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2513 นายแดง มาดี ที่ 1 นายอำพร ขันทองคำ ผู้เยาว์ โดยนายพรมมา ขันทองคำ บิดา ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 2 โจทก์ นายแสวง ยุทธรัตน์ กับพวก รวม 8 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความบิดา - นายแดง มาดี ที่ 1 นายอำพร ขันทองคำ ผู้เยาว์ โดยนายพรมมา ขันทองคำ · โจทก์ - ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 2 · จำเลย - นายแสวง ยุทธรัตน์ กับพวก รวม 8 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองคำ จารุเหติ · แสวง ลัดพลี · วินัย ทองลงยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเรืองยุทธ สมุทรกลิน · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา