คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทรัพย์สินตกเป็นของผู้เสียหายโดยการครอบครองตามคำสั่งของเจ้าของเดิม ถือว่าผู้เสียหายมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์หรือรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหาย.
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์หรือรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหายข้อเท็จจริงฟังได้ความว่าเป็นทรัพย์ของพี่ผู้เสียหาย ซึ่งสั่งให้ผู้เสียหายจัดการส่งทรัพย์นั้นไปให้ ดังนี้ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องในข้อสารสำคัญ เมื่อจำเลยต่อสู้ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวนั้น จึงไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๓ ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ซึ่งเป็นของนางผกา แก้วไพฑูรย์ และอยู่ในความครอบครองดูแลของนายอานนท์กรรมาระกุล ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๓๕, ๓๕๗, ๘๓
จำเลยทั้ง ๓ ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕(๑)(๗) ให้จำคุกคนละ ๒ ปี รับสารภาพลดโทษ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ๑ ปี ๔ เดือน
จำเลยทั้ง ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ของกลางเป็นของนายสมบูรณ์ และขณะหายอยู่ในความครอบครองของบริษัท วี.ไอ.พี. แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัท วี.ไอ.พี. มีวัตถุประสงค์รับส่งหีบห่อสินค้าจากผู้ที่ประสงค์จะส่งไปต่างประเทศ โดยมีนางผกามีหน้าที่ติดต่อกับประชาชนทั่วไป นายอานนท์มีหน้าที่เป็นหัวหน้าสายแป๊กกิ้งจำเลยทั้งสามเป็นลูกจ้างบริษัทในแผนกแป๊กกิ้งในสายของนายอานนท์ทรัพย์ของกลาง เป็นของนายสมบูรณ์พี่ชายนางผกา สั่งให้นางผกาส่งไปให้นายสมบูรณ์ที่ประเทศฝรั่งเศส นางผกาเอาทรัพย์ของกลางให้นายอานนท์จัดเข้าหีบห่อเพื่อส่งไปให้นายสมบูรณ์ นายอานนท์ให้จำเลยทั้งสามช่วยกันห่อ แล้วนายอานนท์เอาไปเก็บไว้ในโกดังของบริษัทแล้วของถูกลักไป ดังนี้ จะว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับข้อเท็จจริงตามฟ้องในข้อสารสำคัญไม่ได้ เพราะแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เป็นของนายสมบูรณ์แต่นายสมบูรณ์อยู่ต่างประเทศ แต่นางผกาเป็นผู้เอาของกลางมาให้นายอานนท์จัดการเข้าห่อแล้วเอาเข้าเก็บในโกดังของบริษัทเพื่อส่งไปให้นายสมบูรณ์ การที่ฟ้องกล่าวว่าทรัพย์เป็นของนางผกาอยู่ในความครอบครองของนายอานนท์ ก็มีส่วนถูกต้องตามความเข้าใจของคนธรรมดาสามัญ เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวเลย ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลางจะเป็นของนายสมบูรณ์หรือนางผกาจึงไม่สำคัญ จำเลยทั้งสามไม่ได้หลงข้อต่อสู้
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ในประเด็นอื่นต่อไปตามกระบวนความ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2513
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายประเสริฐ ขวัญเริงใจ ที่ 1 นายคำเพียร สร้อยสิงห์ ที่ 2
นายเหม็ง หรือพร แซ่เฮง ที่ 3 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 2 - นายประเสริฐ ขวัญเริงใจ ที่ 1 นายคำเพียร สร้อยสิงห์ ที่ · จำเลย - นายเหม็ง หรือพร แซ่เฮง ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | โกวิท ถิระวัฒน์ · วินัย ทองลงยา · อัศนี เกาไศยนันท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายจังหวัด แสงแข · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง พุทธสถิตย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา