⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1423/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้น ผู้กระทำละเมิดย่อมต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนกว่าจะหยุดการกระทำละเมิดนั้น

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองดำเนินการขุดหาแร่ในที่ดินประทานบัตรที่พิพาทถ้าจำเลยยังขุดหาแร่ต่อไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 374,850 บาท นับแต่วันพิพาทจนกว่าจะหยุดดำเนินการ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,202,000 บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรพิพาททั้ง 5 แปลงต่อไป นอกจากที่ดำเนินการอยู่แล้วใน 4 รางดังกล่าว และศาลฎีกาพิพากษายืนนั้น ย่อมอนุมานได้ว่าศาลอุทธรณ์มิได้ประสงค์จะพิพากษาให้จำเลยขุดแร่ใน 4 รางนั้นโดยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เมื่อจำเลยยังดำเนินการขุดแร่ต่อไปเพราะโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจำต้องชดใช้ค่าทดแทน ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 374,850 บาทด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ชั้นบังคับคดีในคดีที่โจทก์ฟ้งอจำเลยผิดสัญญาและละเมิดคดีถึงที่สุดศาลฎีกาพิพากษาศาลอุทธรณ์โจทก์ยื่นคำขอบังคับ คดีว่า จำเลยจะต้องนำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นเงิน ๗,๙๔๙,๐๐๐ บาท แต่จำเลยชำระให้เพียง ๑,๒๐๒,๐๐๐ บาท ส่วนค่าเสียหายประจำเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยหยุดดำเนินการขุดหาแร่เป็นเวลา ๑๘ เดือน คิดเป็นเงินอีก ๖,๗๔๗,๓๐๐ บาท จำเลยหาได้ชำระไม่ ขอให้ยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์จำเลย จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรดังกล่าว ถ้าจำเลยยังขุดหาแร่ต่อไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๗๔,๘๕๐ บาท นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจำเลยจะหยุดดำเนินการ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๒๐๒,๐๐๐ บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินแปลงประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงต่อไป นอกจากที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วใน ๔ ราง นอกจากที่แก้นี้แล้วให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดังนี้เป็นอันว่าการขุดแร่ ๔ รางที่จำเลยดำเนินการอยู่แล้วนั้นศาลอุทธรณ์ให้ทำได้โดยไม่ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากพิพากษาให้จำเลยชำระให้ ๑,๒๐๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยยังคงต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๓๗๔,๘๕๐ บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไปจนถึงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในประเด็นค่าเสียหายนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยมีกำไรสุทธิเฉลี่ยเดือนละ ๓๗๕,๘๕๐ บาท และค่าเสียหายตามฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ายอดเงินที่จำเลยมีกำไรสุทธิกับยอดเงินที่จำเลยใช้แทนโจทก์ไป โจทก์ควรจะได้รับค่าเสียหายคิดถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงเท่าจำนวนที่จำเลยออกแทนโจทก์ไป จึงให้หักกลบหนี้กันไปกับเงินที่โจทก์จะต้องใช้คืนจำเลย และห้ามจำเลยทั้งสองดำเนินการขุดหาแร่ในที่ดินประทานบัตรดังกล่าว ถ้ายังขุดหาแร่ต่อไปด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๓๗๔,๘๕๐ บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจนกว่าจำเลยจะหยุดดำเนินการ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อหักเงินที่จำเลยใช้แทนโจทก์ออกจากกำไรสุทธิแล้วยังเหลือกำไรสุทธิเป็นส่วนได้ของโจทก์ ๑,๒๐๒,๐๐๐ บาท เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์ควรได้รับที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบกันไปหมดไม่ชอบ ส่วนคำขอท้ายฟ้องโจทก์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่จำเลยขุดแร่ ๒ รางนับแต่วันฟ้องมีอยู่แล้ว และขอห้ามจำเลยขุดเป็นรางที่ ๓ ต่อไป กับรางที่ ๔ ที่กำลังดำเนินการอยู่ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาห้ามจำเลยขุดแร่ต่อไป ถ้ายังขุดต่อไปจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๗๔,๘๕๐ บาท ซึ่งมีผลให้จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายไม่ว่าจะขุดแร่รางใดใน ๔ รางนั้น แล้วพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๒๐๒,๐๐๐ บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรพิพาท ๕ แปลงต่อไป นอกจากที่ดำเนินการอยู่แล้วใน ๔ รางดังกล่าว ย่อมอนุมานได้ว่าศาลอุทธรณ์มิได้ประสงค์จะพิพากษาให้จำเลยขุดแร่ใน ๔ รางนั้นได้โดยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่ประการใด ในเมื่อจำเลยยังดำเนินการขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรใน ๔ รางดังกล่าวต่อไป เพราะโจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยจำต้องชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องสงสัยจึงถือได้ว่าเฉพาะประเด็นค่าเสียหายที่จำเลยฎีกามาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๓๗๔,๘๕๐ บาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2514 นายเอ้งซ้ง แซ่หลิม หรือ นายหลิม เอ้งซ้ง โจทก์ นายบุญทอง สันติการญจน์ ที่ 1, บริษัทสันติมายนิ่ง จำกัด โดยนาบุญทอง สันติ กาญจน์ กรรมการผู้จัดการ ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเอ้งซ้ง แซ่หลิม หรือ นายหลิม เอ้งซ้ง · สันติ - นายบุญทอง สันติการญจน์ ที่ 1, บริษัทสันติมายนิ่ง จำกัด โดยนาบุญทอง · ล. - กาญจน์ กรรมการผู้จัดการ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุทัย ศุภนิตย์ · จินตา บุณยอาคม · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตะกั่วป่า - นายวชิระ รัตนสิงห์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 171/2513ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 1368/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 1388/2500ฎีกา 3781/2545ฎีกา 684/2488ฎีกา 1763/2551ฎีกา 1427/2514ฎีกา 403/2530ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1485/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา