⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 173/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความหรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ถือเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และมาตรา 180.

ย่อคำพิพากษา

การเบิกความหรือนำสืบแสดงพยานหลักฐานต่อศาลในการพิจารณาไต่สวนเพื่อมีคำสั่งอันเกี่ยวกับการนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ถ้าคำเบิกความ หรือพยานหลักฐานที่นำสืบแสดงเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในประเด็นของเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยสั่งในการพิจารณาส่วนนั้น ก็ย่อมจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และมาตรา 180 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ขอให้เปิดทางภารจำยอมและพร้อมกับฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล ขอให้จำเลยเปิดทางเดินพิพาทให้โจทก์ใช้เดินก่อนพิพากษา ศาลสั่งไต่สวนในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ ๑ ได้สาบานตนเข้าเบิกความในการพิจารณาคดีต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี ประกอบคำร้องของจำเลยที่ ๑ ตอนหนึ่งว่า "นอกจากเส้นทางนี้แล้วไม่มีทางอื่นเข้าออกสู่ท้องนาได้อีก" และในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ ๑ ได้นำจำเลยที่ ๒ สาบานตนเข้าเบิกความว่า "โดยเฉพาะข้าพเจ้ามีรถยนต์ต้องใช้เข้าออกในทางเส้นนี้เป็นประจำ นอกจากเส้นทางนี้แล้วไม่มีทางอื่นอีก" ข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความนั้นเป็นความจริง ความจริงยังมีทางอื่นติดต่อทางในหมู่บ้านจำเลยที่จะเดินเข้าออกสู่ทุ่งนาได้ ข้อความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งศาลได้สั่งให้โจทก์กับพวกเปิดทางเดินพิพาทแล้วขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองมิใช่เป็นการเบิกความเป็นพยานในประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกัน อันจะเป็นเหตุให้ศาลหยิบยกคำเบิกความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อแพ้ชนะ แม้จะเป็นเท็จก็ไม่ใช่คำเบิกความหรือพยานหลักฐานข้อสำคัญในคดีอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ และ ๑๘๐ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าเป็นข้อสารสำคัญในคดีตามที่จำเลยยื่นคำร้องและกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่าเป็นการเบิกความในชั้นใด ขอให้สั่งประทับฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเบิกความหรือนำสืบแสดงพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนเพื่อนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ ซึ่งยังมิใช่เป็นชั้นพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องอันจะมีผลให้คดีแพ้หรือชนะก็ดี แต่ความผิดฐานเบิกความเท็จนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีต้องระวางโทษ ฯลฯ และมาตรา ๑๘๐บัญญัติว่า "ผู้ใดนำสืบหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้นต้องระวางโทษ ฯลฯ" จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหาได้มุ่งหมายแต่เฉพาะการเบิกความหรือนำสืบแสดงพยานหลักฐานต่อศาลในการพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอันมีผลโดยตรงให้คดีที่ฟ้องร้องมีผลแพ้หรือชนะเท่านั้นไม่การเบิกความหรือนำสืบแสดงพยานหลักฐานใดต่อศาลในการพิจารณาส่วนหนึ่งส่วนใดของคดีนั้น ๆ ถ้าคำเบิกความหรือพยานหลักฐานที่นำสืบแสดงนั้นเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในประเด็นของเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยสั่งในการพิจารณาส่วนนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นได้การไต่สวนเพื่อมีคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นการพิจารณาที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีเช่นนั้น ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยว่า แม้จะเป็นการพิจารณาส่วนหนึ่งของศาล แต่มิใช่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอันจะมีผลให้แพ้หรือชนะ อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ และ ๑๘๐ ได้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนคำเบิกความที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องนั้น จะเป็นคำเบิกความข้อสำคัญในคดีหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะสั่งให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ บัญญัติว่าห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเว้นแต่ศาลจะเป็นที่พอใจจากพยานที่ผู้ขอนำมาสืบหรือที่ศาลได้เรียกมาสืบว่าคำฟ้องที่ผู้ขอยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควรและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้บังคับได้และในกรณีที่ยื่นคำขอให้ห้ามชั่วคราว (เช่น การขอให้เปิดทางเดินพิพาทในกรณีฉุกเฉินตามที่ฟ้องนี้) จะต้องให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องและเบิกความว่า โจทก์ปิดทางพิพาทแล้วไม่เปิดย่อมถือได้ว่าโจทก์ตั้งใจกระทำซ้ำ คือปิดทางพิพาทอยู่ตลอดเวลา และคำเบิกความของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเส้นทางอื่นนอกจากทางพิพาทนี้ย่อมเป็นข้อสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่า คำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวของจำเลยนั้น มีเหตุสมควรและมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะสั่งอนุญาตให้ใช้วิธีการชั่วคราว คือ สั่งให้เปิดทางพิพาทตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ (๑) (๒) ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจะมีทางสายอื่นนอกจากทางเดินพิพาทที่ปิดนี้ ใช้เป็นทางเข้าออกได้อีกหรือไม่จึงเป็นข้อสำคัญในคดีซึ่งจะต้องฟังกันต่อไปว่า จะเป็นเหตุอาจทำให้จำเลยมีความผิดตามฟ้องได้หรือไม่ จึงเป็นข้อที่จะต้องพิจารณากันต่อไป จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ประทับฟ้องโจทก์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2514 นายเจือ ทิมจรัส โจทก์ นายชุบ บุญผาสุข ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเจือ ทิมจรัส · จำเลย - นายชุบ บุญผาสุข ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · ชลอ บุปผเวส · เฉลิม กรพุกกะณะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายไพริน มะนูญพร · ศาลอุทธรณ์ - นายเดช วุฒิสิงห์ชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 700/2506ฎีกา 725/2567ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 765/2532ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 5558/2534ฎีกา 3584/2524ฎีกา 18211/2555ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 1778/2526ฎีกา 2751/2524ฎีกา 191/2520ฎีกา 2539/2519ฎีกา 1349/2533ฎีกา 558/2548ฎีกา 1193/2510ฎีกา 582-583/2503ฎีกา 904/2516ฎีกา 1566/2525ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 3098/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา