คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่มีทางเอาผิดแก่จำเลยได้ ปัญหาข้อกฎหมายที่ฎีกาขึ้นมาก็ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย
ย่อคำพิพากษา
ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงโจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่มีทางเอาผิดแก่จำเลยได้แล้วปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา ก็ไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย (อ้างฎีกาที่ 321/2502)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า นายวรศักดิ์บิดาโจทก์กับนางถมยาและนายประหยัดได้ร่วมกันซื้อที่ดินนายชุ่ม โดยชำระเงินไปแล้วบางส่วน และทำหนังสือสัญญากันไว้ ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ บุตรนางถมยาได้มาหลอกลวงเอาหนังสือสัญญาจากมารดาโจทก์ไป เมื่อมารดาโจทก์ไปทวงถาม จำเลยที่ ๑ กับนางถมยาจึงได้ทำสัญญาซื้อขายแยกออกจากหนังสือสัญญาเดิมให้มารดาโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามหลอกลวงนายชุ่มว่ามารดาโจทก์ยอมขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสามและยอมเปลี่ยนสัญญาใหม่นายชุ่มจึงทำสัญญาซื้อขายให้จำเลยทั้งสามใหม่โดยระบุว่านายชุ่มขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ ทำลายเอกสารสัญญาซื้อขายระหว่างนายชุ่มกับบิดาโจทก์กับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต คดีไม่มีมูลว่าจำเลยกระทำผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ มาขอดูสัญญาและพูดหลอกลวงมารดาโจทก์ว่าจะเอาสัญญาไปถามเจ้าพนักงานที่ดินดูว่าโฉนดที่ดินแปลงนี้จะออกหรือยัง มารดาโจทก์หลงเชื่อจึงมอบหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินให้ไปนั้น ความจริงเป็นอย่างไร ไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้อง คำบรรยายฟ้องของโจทก์ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยน่าจะไม่มีเจตนากระทำผิดพิพากษายืน
โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย และโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว ขอให้รับฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ในการที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาทำการฉ้อโกงโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่มีทางที่จะเอาผิดแก่จำเลยได้แล้ว ปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๒(๑), ๒๔๗ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑/๒๕๐๒ นายเจนกิจ ปัจจักขภัติโจทก์ หลวงอนุวัตร์กรณีกับพวก จำเลย
พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2515
นายนรินทร์ แสงอุทัย โจทก์
นายย้อย บุตรน้อย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายนรินทร์ แสงอุทัย · จำเลย - นายย้อย บุตรน้อย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุดม เพชรคุปต์ · ชวน พูนคำ · กฤษณ์ โสภิตกุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - ศรีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพนธ์ ศาตะมาน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา