⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 267/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่มีทางเอาผิดแก่จำเลยได้ ปัญหาข้อกฎหมายที่ฎีกาขึ้นมาก็ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย

ย่อคำพิพากษา

ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงโจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่มีทางเอาผิดแก่จำเลยได้แล้วปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา ก็ไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย (อ้างฎีกาที่ 321/2502)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.222 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นายวรศักดิ์บิดาโจทก์กับนางถมยาและนายประหยัดได้ร่วมกันซื้อที่ดินนายชุ่ม โดยชำระเงินไปแล้วบางส่วน และทำหนังสือสัญญากันไว้ ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ บุตรนางถมยาได้มาหลอกลวงเอาหนังสือสัญญาจากมารดาโจทก์ไป เมื่อมารดาโจทก์ไปทวงถาม จำเลยที่ ๑ กับนางถมยาจึงได้ทำสัญญาซื้อขายแยกออกจากหนังสือสัญญาเดิมให้มารดาโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามหลอกลวงนายชุ่มว่ามารดาโจทก์ยอมขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสามและยอมเปลี่ยนสัญญาใหม่นายชุ่มจึงทำสัญญาซื้อขายให้จำเลยทั้งสามใหม่โดยระบุว่านายชุ่มขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ ทำลายเอกสารสัญญาซื้อขายระหว่างนายชุ่มกับบิดาโจทก์กับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต คดีไม่มีมูลว่าจำเลยกระทำผิดพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ มาขอดูสัญญาและพูดหลอกลวงมารดาโจทก์ว่าจะเอาสัญญาไปถามเจ้าพนักงานที่ดินดูว่าโฉนดที่ดินแปลงนี้จะออกหรือยัง มารดาโจทก์หลงเชื่อจึงมอบหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินให้ไปนั้น ความจริงเป็นอย่างไร ไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้อง คำบรรยายฟ้องของโจทก์ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยน่าจะไม่มีเจตนากระทำผิดพิพากษายืน โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย และโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว ขอให้รับฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ในการที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาทำการฉ้อโกงโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่มีทางที่จะเอาผิดแก่จำเลยได้แล้ว ปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๒(๑), ๒๔๗ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑/๒๕๐๒ นายเจนกิจ ปัจจักขภัติโจทก์ หลวงอนุวัตร์กรณีกับพวก จำเลย พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2515 นายนรินทร์ แสงอุทัย โจทก์ นายย้อย บุตรน้อย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนรินทร์ แสงอุทัย · จำเลย - นายย้อย บุตรน้อย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เพชรคุปต์ · ชวน พูนคำ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - ศรีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพนธ์ ศาตะมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 845/2543ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 1339/2499ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1022/2551ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6196/2534ฎีกา 2186/2550ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 4225/2559ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 2766/2546ฎีกา 369/2501
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา