⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 406/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามมาตราใด ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ การปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราที่ปรากฏในทางพิจารณาที่โจทก์สืบสมตามข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานบังอาจยักยอกทรัพย์ของทางราชการที่จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาโดยนำไปขายให้ผู้อื่น อันเป็นการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,151,157,158, 352 และ 353 เช่นนี้ เมื่อมาตราดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่บรรยายในฟ้องทั้งสิ้น และการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามมาตราใดย่อมเป็นหน้าที่ของศาลจะพึงเลือกปรับบทลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อศาลปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นการลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาที่โจทก์สืบสมตามข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.159 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตระเวนชายแดน ได้เบียดบังยักยอกอาวุธปืน ฯลฯ ของทางราชการที่จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษา โดยนำไปขายให้ผู้อื่นเอาเงินเป็นประโยชน์ของจำเลยอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157, 158, 352 และ 353 และสั่งคืนของกลางแก่เจ้าทรัพย์ จำเลยให้การว่าได้ยักยอกทรัพย์จริง แต่ยักยอกในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะเจ้าพนักงาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้จำคุก 6 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นศาลเป็นประโยชน์ในการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 ปี ของกลางคืนเจ้าทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157, 158, 352และ 353 รวม 6 มาตรา ในความผิดเดียวกัน เป็นฟ้องที่โจทก์ไม่แน่ใจว่าจำเลยมีความผิดสถานใดหรือมาตราใด ขอให้ศาลเลือกลงโทษเสียเองและการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 147 โดยโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้โดยชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เป็นการลงโทษเกินคำขอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดมาโดยชัดแจ้งพอที่จะเข้าใจข้อหาได้ดีว่าจำเลยถูกกล่าวหาว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ซึ่งเบิกมาใช้ในราชการตำรวจตระเวณชายแดนแล้วจำเลยบังอาจเบียดบังยักยอกเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต และโจทก์ได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ขอให้ศาลลงโทษรวม 6 มาตรา อันล้วนแต่เป็นมาตราในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่บรรยายในฟ้องทั้งสิ้น การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดต้องตามมาตราใดใน 6 มาตรานี้หรือไม่ ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลจะพึงเลือกปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ฟ้องโจทก์จึงหาเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น ก็เป็นการลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณา ซึ่งโจทก์สืบสมตามข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง และโจทก์ได้อ้างมาตรานี้เป็นบทลงโทษมาในฟ้องด้วยแล้ว หาได้พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2515 อัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ พลตำรวจเฉลิมชัย สิงห์อังกุระ หรือสิงหะอังกุระ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - พลตำรวจเฉลิมชัย สิงห์อังกุระ หรือสิงหะอังกุระ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · อัศนี เกาไศยนันท์ · จรัญ อิศระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6846/2558ฎีกา 37/2488ฎีกา 1092/2505ฎีกา 1503/2536ฎีกา 947/2520ฎีกา 1267/2500ฎีกา 1172/2511ฎีกา 1491/2537ฎีกา 668/2481ฎีกา 605/2511ฎีกา 3313/2524ฎีกา 3793/2530ฎีกา 898/2525ฎีกา 702/2532ฎีกา 8362/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 4000/2528ฎีกา 936/2485ฎีกา 6114/2560ฎีกา 3596/2525ฎีกา 3224-3225/2527ฎีกา 764/2508ฎีกา 845/2550ฎีกา 1461/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา