คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลนอกคดีไม่อาจสอดเข้ามาอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาได้ เว้นแต่จะเป็นจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ในสำนวนคดีเดิม โจทก์ฟ้องจำเลยกับ ต. ว่าร่วมกันกระทำความผิดต.รับสารภาพ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธเป็นคดีใหม่และพิพากษาลงโทษ ต. ไปในคดีเดิมในคดีใหม่นี้บุคคลนอกคดีไม่อาจสอดเข้ามาอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาด้วย ต.เป็นจำเลยในคดีสำนวนอื่นซึ่งศาลมิได้พิจารณาพิพากษารวมกับคดีนี้จึงมิใช่จำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 แต่เป็นจำเลยคดีอื่นที่ไม่มีทางที่จะอุทธรณ์เข้ามาในคดีนี้ต่างหาก ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะยกเอาเหตุซึ่งอยู่ในส่วนลักษณะคดีมาพิพากษาตลอดไปถึง ต. ด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองนี้หาว่าร่วมกระทำผิดกับนายตี๋หรือสมศักดิ์ ไข่พิลาป นายตี๋หรือสมศักดิ์ ไข่พิลาป ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายตี๋หรือสมศักดิ์ ไข่พิลาป ไปแล้ว และสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองนี้ซึ่งให้การปฏิเสธ โดยฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๓ เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา จำเลยทั้งสองนี้กับนายตี๋หรือสมศักดิ์ ไขพิลาป ร่วมฉุดคร่าพานางระเบียบ นางสาวติ๋ว นางสาวติ๋ม ไปเพื่อการอนาจาร และร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสามเข้าลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๘๑, ๒๘๔, ๘๓
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่เชื่อว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉุดคร่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ฟังว่าผู้เสียหายยินยอมสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลย พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่เชื่อว่าจำเลยจะเป็นผู้ฉุดคร่าผู้เสียหายไปกระทำชำเรา และฟังว่าผู้เสียหายเป็นหญิงโสเภณีรับจ้างกระทำชำเรากับชาย แต่ผิดใจเรื่องค่าจ้างทำชำเรากับจำเลย คดีไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสอง และเห็นว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี พิพากษายกฟ้องโจทก์ตลอดไปถึงนายตี๋หรือสมศักดิ์จำเลยด้วย
โจทก์ฎีกาขอให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับนายตี๋หรือสมศักดิ์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับนายแดงและนายหมัดหรือมัดจำเลยที่ปฏิเสธ ให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ คดีสำนวนเดิมจึงเหลือแต่นายตี๋หรือสมศักดิ์จำเลยผู้รับสารภาพซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนนายแดงและนายหมัดหรือมัดนั้น โจทก์ได้ฟ้องเป็นคดีใหม่คือคดีที่มีปัญหามาสู่ศาลฎีกานี้ จะเห็นได้ว่าคดีสำนวนนี้ผู้มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมได้แก่คู่ความในคดีนี้เท่านั้น บุคคลนอกคดีไม่อาจสอดเข้ามาอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีนี้ด้วยได้ นายตี๋หรือสมศักดิ์เป็นจำเลยในสำนวนคดีอื่นจึงมิใช่จำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ แต่เป็นจำเลยในคดีอื่นที่ไม่มีทางที่จะอุทธรณ์เข้ามาในคดีนี้ต่างหาก ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะยกเอาเหตุซึ่งอยู่ในส่วนลักษณะคดีมาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยในคดีที่แยกพิจารณาพิพากษาต่างหากจากคดีนี้ด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยในคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2516
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์
นายแดง สุดเอี่ยม ที่ 1
นายหมัด หรือมัด ชัยประสิทธิ์ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · 1 - นายแดง สุดเอี่ยม ที่ · จำเลย - นายหมัด หรือมัด ชัยประสิทธิ์ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมคิด มงคลชาติ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · รัตน์ ศรีไกรวิน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายอารี กำเนิดงาม · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา