⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1632-1633/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1632-1633/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยจงใจประวิงหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ศาลมีอำนาจงดสืบพยานจำเลยและชี้ขาดคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

พฤติการณ์ที่ถือว่าจำเลยจงใจประวิงหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งศาลมีอำนาจงดสืบพยานจำเลยและชี้ขาดคดีไป โดยไม่ต้องสืบพยานจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.110

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่ให้รื้อรั้ว และห้ามเกี่ยวข้องกับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ขอจับจองและทำประโยชน์มี น.ส.๓ แล้ว และจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ เช่าจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้วถึงวันนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย จำเลยที่ ๑ ซึ่งอ้างตัวเองเป็นพยานและพยานอื่นไม่มาตามนัด ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ประวิงคดีไม่อนุญาตให้เลื่อน ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทและมีสิทธิดีกว่าจำเลย จำเลยร่วมกันบุกรุกที่พิพาทเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รวมทั้งบริวารออกไปจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วซึ่งสร้างรุกล้ำที่พิพาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๖,๐๐๐ บาท รวมทั้งค่าเสียหายอีกปีละ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไป จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาประวิงคดีศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยยังไม่ถูกต้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ ๑ กระทำต่อศาลปรากฏว่า ในวันสืบพยานโจทก์นัดที่สองต่อจากนัดก่อนในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๔ โจทก์สืบพยานหมดโดยไม่ขอสืบต่อไป จำเลยขอสืบพยานแก้ตัวจำเลยที่ ๑ได้ไปศาลในวันนั้น แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานจำเลยวันที่ ๓๐ เมษายน๒๕๑๔ อ้างว่าจะจัดงานศพมารดาและงานอื่น ๆ ศาลชั้นต้นเห็นว่าขอนัดนานไป คงให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๘ และวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๑๔ ก่อนถึงวันนัด จำเลยที่ ๑ ได้ขอหมายเรียกพยานบุคคลและเรียกเอกสาร ครั้นถึงวันนัดวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๔ ทนายจำเลยที่ ๑ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าจำเลยที่ ๑ป่วยมาศาลไม่ได้ มีใบรับรองของแพทย์สถานตรวจโรคปอดขอนแก่นว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยเยื่อหุ้มปอดอักเสบ จะต้องรักษาตัว ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๒๖, ๒๘, ๓๐ เมษายน ๒๕๑๔ รวม ๓ วัน ก่อนวันนัด จำเลยที่ ๑ ขอหมายเรียกพยานบุคคล ถึงวันนัด วันที่ ๒๖เมษายน ๒๕๑๔ ทนายจำเลยที่ ๑ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ป่วย และไม่ได้ส่งหมายเรียกให้พยานมีใบรับรองของแพทย์คนเดิมว่า จำเลยที่ ๑ ป่วยเยื่อหุ้มปอดอักเสบจะต้องรักษาตัวอีก ๑๕ วัน ทนายจำเลยที่ ๑ ไปศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นตั้งข้อสังเกตว่า จำเลยที่ ๑ พยายามจะประวิงคดี กำชับไม่ให้ขอเลื่อนอีกในนัดหน้า แล้วอนุญาตให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๒๔, ๒๕, ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ในนัดหลังนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขอหมายเรียกพยาน ถึงวันนัดวันที่ ๒๔พฤษภาคม ๒๕๑๔ เวลา ๙.๔๐ นาฬิกา ศาลออกนั่งพิจารณาจำเลยที่ ๑ และพยานจำเลยไม่มาศาล ทนายจำเลยที่ ๑ แถลงว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลไม่ทราบเหตุขัดข้อง ในระยะนี้จำเลยที่ ๑ สุขภาพไม่ดีต้องเลื่อนคดีเพราะป่วยมา ๒ ครั้งแล้ว เข้าใจว่านัดนี้จำเลยที่ ๑ อาจจะป่วย จึงขอเลื่อนไปโจทก์แถลงคัดค้าน ขอให้ศาลสั่งงดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้าและไม่เอาใจใส่นำพยานมาสืบตามนัดถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีพยานมาสืบ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ต่อมาวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอสืบพยานต่อไป อ้างเหตุต่าง ๆ คือ จำเลยที่ ๑ ป่วย ได้ไปรักษาตัวที่จังหวัดพระนครในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๑๔ มีใบรับรองแพทย์ประจำร้านแพทย์ปริญญาตั้งอยู่ปากซอยจารุรัตน์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พระนคร ว่าจำเลยที่ ๑ป่วยเป็นโรคโลหิตเลี้ยงสมองไม่พอ และโรคหมดประจำเดือน จำเลยที่ ๑ไม่ทราบวันนัดของศาล และจำเลยที่ ๑ ได้เดินทางมาถึงศาลในวันนัดครั้งสุดท้ายเวลาบ่ายแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเสีย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่จำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนการพิจารณาสืบพยานฝ่ายตนมาเป็นลำดับนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้เลื่อนไปแล้ว ในนัดต่อมาก็ไม่ได้สืบสักนัดเดียว เฉพาะนัดหลังสุดนี้ ทั้ง ๆ ที่ศาลได้สั่งกำชับไว้ในนัดก่อนแล้ว ตัวจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มาศาล ทั้งพยานอื่นก็ไม่ได้นำมาสืบ โดยทนายจำเลยแถลงว่าไม่ทราบเหตุขัดข้องที่จำเลยที่ ๑ไม่มาศาลเข้าใจเอาเองว่าจำเลยที่ ๑ อาจจะป่วย ซึ่งไม่มีหลักฐานแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริง เพียงแต่คำแถลงของทนายจำเลยกล่าวอ้างเข้ามาลอย ๆ เพื่อจะขอเลื่อนคดีต่อไป โดยไม่สังวรต่อการที่ศาลเคยกำชับไว้เช่นนี้ จะถือว่ามีเหตุผลอันสมควรในการขอเลื่อนคดีไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ยังป่วยเป็นโรคปอดอยู่ โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีนั้นตามใบรับรองแพทย์ ครั้งก่อนๆไม่ได้ลงความเห็นว่าเป็นโรคปอดชนิดเรื้อรังรักษาไม่หาย ตรงข้ามคงลงความเห็นแต่ละครั้งเพียงว่า ให้หยุดพักเป็นคราว ๆ คราวละ ๑๕ วันเท่านั้น แสดงว่าน่าจะไม่ใช่อาการป่วยในขั้นรุนแรงถึงกับต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาแล้วย่อมจะไปทำธุรกิจใด ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนัดครั้งสุดท้ายจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคปอดแล้ว กลับแสดงว่าป่วยเป็นโรคอย่างอื่นถึงกระนั้นก็ยังเดินทางไปศาลได้ แต่ไปถึงเอาตอนบ่าย ซึ่งล่วงเลยเวลานัดของศาลไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เพราะถ้าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริงก็ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ต่อศาลก่อนที่ทนายจำเลยจะขอเลื่อนคดีในนัดสุดท้ายแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็มิได้เอาใจใส่เตรียมพยานอื่นไปสืบโดยมิได้ขอหมายเรียกพยานไว้ จำเลยที่ ๑จะมาอ้างในภายหลังว่าไม่มีเจตนาประวิงคดีหาได้ไม่ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว ส่อให้เห็นชัดว่าเป็นการจงใจประวิงหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้า โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรซึ่งเป็นการดำเนินคดีอันผิดความประสงค์ของการพิจารณาคดีที่ไม่ต้องการให้ศาลเลื่อนอย่างพร่ำเพรื่อดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๗ บัญญัติวางหลักปฏิบัติไว้ จึงชอบที่ศาลจะงดสืบพยานจำเลยและชี้ขาดคดีไปโดยไม่ต้องสืบพยานของจำเลยที่ ๑ ได้ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ เสียนั้นชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้ชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยอุทธรณ์ไว้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1632 - 1633/2516 นางสาวพิกุล ภุมมะวัณ โจทก์ นางประดับ สุวรรณชื่น กับพวก จำเลย นางสาวพิกุล ภุมมะวัณ โจทก์ นางประดับ สุวรรณชื่น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวพิกุล ภุมมะวัณ · จำเลย - นางประดับ สุวรรณชื่น กับพวก · โจทก์ - นางสาวพิกุล ภุมมะวัณ · จำเลย - นางประดับ สุวรรณชื่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล · ชุ่ม สุนทรธัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายอำพัน สุวรรณรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา มงคล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 247/2530ฎีกา 1193/2535ฎีกา 3813/2535ฎีกา 2505/2524ฎีกา 2270/2524ฎีกา 4964/2539ฎีกา 4359/2540ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 654/2541ฎีกา 108/2538ฎีกา 1267/2500ฎีกา 1384/2518ฎีกา 536/2536ฎีกา 2211/2534ฎีกา 7040/2543ฎีกา 196/2523ฎีกา 1603/2551ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 1500/2542ฎีกา 1162/2515ฎีกา 1350/2495ฎีกา 1644/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา