⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1987/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1987/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ จะมีผลผูกพันผู้เยาว์ได้ไม่เกิน 3 ปี เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล.

ย่อคำพิพากษา

การที่บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทของโจทก์ในขณะที่โจทก์ทั้งสี่ยังเป็นผู้เยาว์ โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลนั้น ย่อมให้เช่าได้เพียงไม่เกิน 3 ปีเท่านั้นคดีได้ความว่าจำเลยเช่ามาเกิน 3 ปีแล้ว ฉะนั้น การให้เช่าอาคารพิพาทต่อไปเกินจาก 3 ปี จึงกระทำมิได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(2) ถึงแม้บิดาโจทก์จะได้ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทไปจนตลอดชีวิตจำเลยก็ตาม ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ จึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานดังที่จำเลยฎีกามา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้บรรลุนิติภาวะแล้วโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนายินยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่อไปการกระทำของโจทก์ทั้งสองจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1550 นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นว่ามาในศาลชั้นต้น และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1546 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1550

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณ ๒๐ ปีมาแล้ว จำเลยได้เช่าอาคารของโจทก์โดยเช่าด้วยวาจาเพื่อทำการค้า ค่าเช่าเดือนละ ๖๐ บาท ตลอดมาจนบัดนี้จำเลยค้างชำระค่าเช่าติดต่อกัน ๕ เดือน โจทก์ไม่ประสงค์จะให้เช่าจึงได้บอกเลิกการเช่าและให้จำเลยออกจากอาคารที่เช่า จำเลยไม่ยอมออก ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารของโจทก์ ให้ชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมทั้งค่าเสียหายด้วย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเข้าอยู่ในอาคารพิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนโดยนายสงวน นิลดำ บิดาโจทก์ให้จำเลยออกเงิน๔,๘๐๐ บาท เพื่อสร้างห้องแถวอาคารพิพาท แล้วจะให้จำเลยเช่าอยู่จนตลอดชีวิต จำเลยตกลง ได้สร้างอาคารพิพาทขึ้นแล้วจำเลยเข้าอยู่โดยยอมเสียค่าเช่ารายเดือนให้แก่นายสงวนผู้แทนโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่มาเก็บค่าเช่าตามปกติและไม่ยอมรับค่าเช่าที่จำเลยส่งให้ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยบอกเลิกการเช่า โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้จดทะเบียนการเช่าอาคารพิพาทให้จำเลยเช่าตลอดชีวิตในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๖๐ บาท ถ้าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างอาคารพิพาทโดยจำเลยยอมเสียเงินกินเปล่าให้โจทก์ ๔,๘๐๐ บาท โดยตกลงกันว่าหากโจทก์ให้จำเลยออกก่อน ๑๐ ปี นับแต่วันเช่าโจทก์จะคืนเงิน ๔,๘๐๐บาทให้จำเลย โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยเช่าไปตลอดชีวิต และต่อสู้ว่าการที่นายสงวน นิลดำ บิดาโจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทตลอดชีวิต ไม่มีผลบังคับเพราะขณะนั้นโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ นายสงวนจะทำนิติกรรมให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์เกิน ๓ ปี จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีผลบังคับ ศาลชั้นต้นให้จำเลยนำสืบก่อน แต่ในวันนัดสืบพยานจำเลยศาลเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังจำเลยอ้าง แต่เป็นการทำนิติกรรมให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า ๓ ปี และขณะทำนิติกรรมนั้น โจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ เมื่อนายสงวนมิได้รับอนุญาตจากศาลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๔๖ จึงตกเป็นโมฆะ การเช่าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ โดยมิต้องบอกกล่าวก่อน แต่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ จำเลยคงรับผิดเฉพาะค่าเสียหายเดือนละ ๖๐ บาทพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๖๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากอาคาร ค่าเช่าที่ค้างชำระให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ ๕๐ บาทแทนโจทก์ และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่านายสงวน นิลดำ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมโจทก์ได้ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทของโจทก์ในขณะที่โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้เยาว์โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล นายสงวนจึงให้เช่าได้เพียงไม่เกิน๓ ปีเท่านั้น และข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าจำเลยเช่ามาเกิน ๓ ปีแล้ว ฉะนั้นการให้เช่าอาคารพิพาทต่อไป เกินจากระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาแล้วย่อมกระทำมิได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๔๖(๒) ฉะนั้น ถึงแม้นายสงวนจะได้ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทไปจนตลอดชีวิตจำเลยก็ดี ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์เหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานดังที่จำเลยฎีกามา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนายินยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่อไป โดยเก็บค่าเช่าตามปกติ เป็นการแสดงว่าโจทก์ทั้งสองได้รับมอบทรัพย์สิน บัญชี และเอกสาร เกี่ยวกับเรื่องจัดการทรัพย์สินจากนายสงวน นิลดำ ผู้ใช้อำนาจปกครองมาเรียบร้อยแล้วการกระทำของโจทก์ทั้งสองย่อมผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๐ แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ขอศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้ด้วยนั้น เห็นว่าปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นว่ามาแต่ในศาลชั้นต้น และไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นข้อฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1987/2516 นายไพศาล นิลดำ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน โจทก์ นางฮ่งกี แซ่ซิ้ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายไพศาล นิลดำ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน · จำเลย - นางฮ่งกี แซ่ซิ้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายธาดา วัชรานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1798/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1036/2506ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 247/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา