⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 237/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2516

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 วางแผนอยู่ที่บ้านให้จำเลยอื่นไปทำการปล้นทรัพย์แล้วต่อมาจำเลยอื่นได้ไปทำการปล้นทรัพย์ตามแผนดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปร่วมทำการ ในการปล้นทรัพย์ด้วยเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นตัวการในการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์แม้จะถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแต่เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อให้จำเลยอื่นกระทำผิด หากกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นกระทำการปล้นทรัพย์ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 วางแผนในการปล้นทรัพย์และออกเงินให้จำเลยอื่นไปใช้จ่ายเป็นค่าเช่าแก่เจ้าของทรัพย์อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการในการปล้น ตลอดจนไปชี้บ้านเจ้าทรัพย์ให้แก่พวกที่จะไปทำการปล้น ย่อมได้ชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้น ซึ่งแม้โจทก์จะมิได้กล่าวถึงความข้อนี้มาในฟ้องศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์รายนี้ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 39/2515)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนติดตัวทำการปล้นทรัพย์ของนายวิโรจน์ มุสิกวุฒิ และของนายสมจิตต์ ปุณกานนท์และจำเลย ๔ คนนี้ร่วมกันมีอาวุธปืนพก ๑ กระบอกไม่มีเครื่องหมายประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และจำเลยที่ ๕ ได้รับเอาเครื่องแอมปลิฟายพร้อมตู้ขยายเสียง๒ เครื่องที่ถูกปล้นไว้จากคนร้าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำผิดเข้าลักษณะปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐, ๓๕๗, ๘๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๖๔๕ บาทแก่เจ้าทรัพย์ จำเลยทั้ง ๕ คนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๒ เฉพาะจำเลยที่ ๔ ยังผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯอีกด้วย ให้ลงโทษกระทงหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๒วางโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ คนละ ๑๒ ปี จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้คนละ ๑ ใน ๓ คงจำคุก จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๘ ปีจำเลยที่ ๕ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วางโทษจำคุก๔ ปี ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๖๔๕ บาทแก่นายวิโรจน์คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สำหรับจำเลยที่ ๕ ให้ยกเสีย จำเลยทั้ง ๕ คนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ กับพวกอีกคนหนึ่งมาเช่าเครื่องแอมปลิฟาย ๒ เครื่องจากนายสมจิตต์ นายสมจิตต์ให้นายวิโรจน์คุมเครื่องไป ระหว่างทางจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ กับพวกร่วมกันปล้นเอาเครื่องแอมปลิฟายดังกล่าวของนายสมจิตต์ กับนาฬิกาข้อมือ แหวนทองคำและสร้อยคอทองคำของนายวิโรจน์ไป โดยทำร้ายนายวิโรจน์ด้วย สำหรับจำเลยที่ ๑นั้นเป็นผู้วางแผนในการปล้นทรัพย์รายนี้ โดยจำเลยที่ ๑ ยืนสร้อยคอทองคำของจำเลยที่ ๕ ไปจำนำเอาเงินให้จำเลยที่ ๒ กับพวกแกล้งไปเช่าเครื่องแอมปลิฟายของนายสมจิตต์ จึงวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่า การที่จำเลยที่ ๑ วางแผนอยู่ที่บ้านที่ตนพักอาศัย ให้จำเลยอื่นไปทำการปล้นทรัพย์ แล้วต่อมาจำเลยอื่นได้ไปทำการปล้นตามแผนดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ไปร่วมกระทำการในการปล้นด้วยนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวการในการกระทำผิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ แม้จะถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามมาตรา ๘๔ แห่งกฎหมายเดียวกัน แต่ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ก่อให้จำเลยอื่นกระทำความผิดด้วยประการใดหากกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยอื่นทำการปล้นทรัพย์รายนี้เท่านั้น จะลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดไม่ได้ แต่ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกายังเห็นต่อไปอีกว่า การที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้วางแผนในการปล้นทรัพย์และออกเงินให้จำเลยอื่นไปใช้จ่ายเป็นค่าเช่าแก่เจ้าของทรัพย์อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการในการปล้นทรัพย์ ตลอดจนไปชี้บ้านของเจ้าทรัพย์ให้แก่พวกที่จะไปทำการปล้น ย่อมได้ชื่อว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้นตามมาตรา ๘๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแม้โจทก์จะมิได้กล่าวถึงความข้อนี้มาในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ ๑ ในฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ รายนี้ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๒ วรรค ๒ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖ วางโทษสองในสามส่วน ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ แปดปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก มีเหตุบรรเทาโทษ ให้ลดโทษจำเลยที่ ๑ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงให้จำคุกจำเลยที่ ๑มีกำหนด ๕ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2516 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายสุโชค พิมสถิตย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายสุโชค พิมสถิตย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียบ หุตางกูร · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายวรา ไวยหงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 6299/2534ฎีกา 959/2531ฎีกา 1610/2539ฎีกา 1837/2531ฎีกา 3620/2538ฎีกา 2581/2548ฎีกา 2480/2538ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1270/2506ฎีกา 20/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา