⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2415/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าจะอ้างว่าทรัพย์สินที่เช่ามิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าเพื่อปฏิเสธสิทธิของผู้ให้เช่าในการฟ้องขับไล่ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากห้องพิพาทซึ่งมีค่าเช่าเดือนละ 80 บาท จำเลยให้การรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์จริงแต่ต่อสู้ว่าห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นของกรมธนารักษ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนี้หาใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1619/2506)คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องพิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามนั้น แม้ต่อมาภายหลังจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเรื่องอื่นวินิจฉัยว่าห้องพิพาทเป็นของกรมธนารักษ์กระทรวงการคลังก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติแล้วในคดีนี้ได้ เมื่อจำเลยรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์ จำเลยจะเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าห้องพิพาทเป็นของผู้อื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1531 - 1532/2499) ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ผู้เป็นเจ้าของแล้วจำเลยมีสิทธิจะอยู่และใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากคดีนี้ จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.238 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องแถว จำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์โดยไม่มีหนังสือสัญญาเช่าเพื่อประกอบการค้า โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปได้บอกกล่าวเลิกการเช่าให้จำเลยทราบ ครบกำหนดแล้วจำเลยและบริวารยังอยู่ในห้องพิพาทเป็นละเมิดทำให้โจทก์เสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่า ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๑๐ จนกว่าจะออกไปจากห้องพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์จริงเพื่อประกอบการค้าเล็กน้อย วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่เป็นการเช่าเพื่ออยู่อาศัย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ ขณะนี้ห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เป็นของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงยังไม่พอจะชี้ลงไปว่ากรรมสิทธิ์ห้องพิพาทตกเป็นของกรมธนารักษ์ เมื่อจำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาทได้ตามพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยใช้ห้องพิพาทประกอบการค้า จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อโจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทได้ พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำผิดสัญญาต่อกรมธนารักษ์และกรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว ห้องพิพาทตกเป็นของกรมธนารักษ์โดยไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนกันอีก ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์ผู้ให้เช่าจริง แต่ต่อสู้ว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัยและต่อสู้ว่าห้องพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นของกรมธนารักษ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนี้หาใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๙/๒๕๐๖ คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ และ ๒๔๗ข้อเท็จจริงในคดีจึงจึงต้องฟังเป็นยุติว่าห้องพิพาทเป็นของโจทก์ ฉะนั้นแม้ต่อมาภายหลังจะมีคำพิพากษาฎีกาในคดีเรื่องอื่นวินิจฉัยว่า ห้องพิพาทตกเป็นของกระทรวงการคลังตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็ตามก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติแล้วในคดีนี้ได้ โดยเฉพาะในข้อกฎหมาย เมื่อจำเลยรับว่าได้เช่าห้องพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยจะเถียงสิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าว่าห้องเช่าพิพาทเป็นของผู้อื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๑-๑๕๓๒/๒๔๙๙ ฉะนั้นฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำผิดสัญญาต่อกรมธนารักษ์และกรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่ากับโจทก์แล้ว ห้องพิพาทเป็นของกรมธนารักษ์ จึงฟังไม่ขึ้นที่จำเลยอ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าจากกรมธนารักษ์ผู้เป็นเจ้าของแล้ว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่และใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้นั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากคดีนี้ ซึ่งจำเลยจะต้องไปว่ากันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2516 นายโกศล มุตตามระ โจทก์ นายเฮงจิว แซ่ฉั่ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโกศล มุตตามระ · จำเลย - นายเฮงจิว แซ่ฉั่ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสาท สุคนธมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุนทร ศิลปไชย · ศาลอุทธรณ์ - นายศวิต สมหวัง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 8444/2538ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา