คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2516
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีสิทธิในที่ดินที่ยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตน อาคารนั้นไม่ถือเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดิน แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้าง
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยมิได้จดทะเบียนสมรสทำมาหาเลี้ยงชีพร่วมกันจำเลยกับผู้ร้องได้ร่วมกันปลูกเรือนพิพาทในที่ดินของผู้ร้อง พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าผู้ร้องยินยอมให้ใช้ที่ดินของผู้ร้องปลูกเรือนพิพาทใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยกับผู้ร้องร่วมกันจำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามที่ผู้ร้องยินยอม กรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 109 ไม่ถือว่าเรือนพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบกับที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียว หากแต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยกับผู้ร้องร่วมกัน
เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในเรือนพิพาท ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยจากการยึดทรัพย์ คงมีแต่สิทธิขอกันส่วนของตนออกมิให้ถูกบังคับชำระหนี้ให้โจทก์เท่านั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นางนบ มีวงศ์ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นภริยาผู้ร้องโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เรือน ๑ หลัง ที่บ้าน ๑ แปลง และที่นา ๑ แปลงที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ถอนการยึด
โจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่นำยึดนั้นจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมกันผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ มีสิทธิแต่เพียงขอกันส่วนของตน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้นั้นเสีย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผู้ร้องซื้อที่พิพาทมาก่อนอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยจำเลยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วม โจทก์นำยึดไม่ได้ส่วนเรือนพิพาท ผู้ร้องซื้อจากการขายทอดตลาดของศาล แล้วรื้อมาปลูกในที่ดินดังกล่าวระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลย ถือได้ว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงมีอำนาจยึดเรือนพิพาทขายชำระหนี้ได้พิพากษาแก้ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะเรือนพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าผู้ร้องกับจำเลยเป็นเจ้าของเรือนพิพาทร่วมกันนั้น ชอบแล้ว
ที่ผู้ร้องฎีกาว่า เรือนพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดิน ต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องกับจำเลยจะเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสแต่ก็ได้มีการประกอบกิจการทำมาหาเลี้ยงชีพ จัดการทรัพย์สินร่วมกัน จนมีทรัพย์สินเกิดขึ้นเป็นเจ้าของร่วมกัน เช่น เรือมาดและอวน เป็นต้นพฤติการณ์เห็นได้ว่าผู้ร้องยินยอมให้ใช้ที่ดินของผู้ร้องปลูกเรือนพิพาทใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยกับผู้ร้องร่วมกัน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามที่ผู้ร้องยินยอม กรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๐๙ ไม่ถือว่าเรือนพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบกับที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวหากแต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิของจำเลยร่วมกับผู้ร้อง เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๖/๒๕๑๒ ระหว่าง นายอิ๋วจัว แซ่ตั้ง โจทก์นายคาร ศรีระ จำเลยนางกันหา คลังใหญ่ ผู้ร้องขัดทรัพย์ เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในเรือนพิพาท มิใช่เป็นของผู้ร้องแต่ผู้เดียวแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยจากการยึดทรัพย์ คงมีแต่สิทธิขอกันส่วนของตนออกมิให้ถูกบังคับชำระหนี้ให้โจทก์เท่านั้น ฎีกาของผู้ร้องในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้นดุจกัน
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2516
นางคล้าย หรือหนูคล้าย ซายอ่อน หรือซ้ายอ่อน โจทก์
นางนบ มีวงศ์ จำเลย
นายนิล มีวงศ์ หรือมณีวงศ์ ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางคล้าย หรือหนูคล้าย ซายอ่อน หรือซ้ายอ่อน · จำเลย - นางนบ มีวงศ์ · ผู้ร้อง - นายนิล มีวงศ์ หรือมณีวงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · ชลอ จามรมาน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดปากพนัง - นายอร่าม หุตางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายเฟื่องขจิต รัศมิภูมิ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา