⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 511/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมีหน้าที่เบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในฐานะพยาน เป็นหน้าที่เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องจากการเป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุม การเรียกรับเงินเพื่อจูงใจให้เบิกความเท็จจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143.

ย่อคำพิพากษา

การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดส่วนการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดหรือไม่ย่อมอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ และการที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะต้องไปเบิกความเป็นพยานหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อตำรวจคนใดได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่ การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในฐานะเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วๆ ไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะแม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.143 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจเรียกเงินจำนวน ๔,๐๐๐ บาท จากนางบุบผาเพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีป ซึ่งรับราชการอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแกลงผู้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีปโดยวิธีอันทุจริต ไม่ให้จ่าสิบตำรวจประทีปเบิกความในชั้นศาลว่าเห็นนายบุณย์ถอนฟันในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๓ อันเป็นการไม่กระทำการตามหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจประทีปในการเบิกความในฐานะเป็นพยานในคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระยองโจทก์ นายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ จำเลยเรื่องประกอบโรคศิลปะสาขาทันตกรรมไม่รับอนุญาต เพื่อช่วยเหลือให้นายบุณย์ไม่ต้องถูกศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษ อันเป็นคุณแก่นายบุณย์ ต่อมาจำเลยได้รับเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท จากนางบุบผา เพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีปดังกล่าวแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า การเบิกความชั้นศาลของจ่าสิบตำรวจประทีปไม่ใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจแม้จำเลยไปเรียกและรับเงินตามฟ้องจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จ่าสิบตำรวจประทีปเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด และดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ถูกจับกุมถูกลงโทษตามกฎหมาย การมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับข้อหาที่จ่าสิบตำรวจประทีปได้จับกุมมา ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของจ่าสิบตำรวจประทีปมิฉะนั้นข้อกล่าวหาของตนที่หาว่าผู้ถูกจับกุมได้กระทำความผิดก็ไม่เป็นผล เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเรียกเงินจากผู้อื่นเพื่อนำไปให้แก่จ่าสิบตำรวจประทีปเพื่อให้เบิกความผิดเพี้ยนในสารสำคัญจากความเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นการชักจูงใจให้จ่าสิบตำรวจประทีปปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่ผู้ถูกจับกุมแล้ว พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการเจ้าพนักงานเช่นจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส นี้ ย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อได้จับกุมผู้กระทำความผิดมาแล้วผู้กระทำความผิดนั้นจะถูกฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เมื่อผู้กระทำความผิดถูกฟ้องแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส จะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อจ่าสิบตำรวจประทีปบุปผเวส ได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่ แต่เมื่อจะต้องไปเบิกความเป็นพยานแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ก็มีหน้าที่ต้องเบิกความไปตามความจริงซึ่งก็เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับหน้าที่ของประชาชนทั่ว ๆ ไปนั่นเอง หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่การที่จ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส มีหน้าที่ต้องเบิกความเกี่ยวกับการกระทำผิดของนายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ ตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ ที่โจทก์ฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511/2516 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายพานิช หรือเซ็ก กุสลานุภาพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นายพานิช หรือเซ็ก กุสลานุภาพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริ อติโพธิ · เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายสันติ ทักราล · ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา พงคล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 423/2522ฎีกา 4784/2529ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 130/2528ฎีกา 22/2466ฎีกา 955/2512ฎีกา 3584/2524ฎีกา 2907/2526ฎีกา 18211/2555ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 374/2537ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 1998/2553ฎีกา 4392/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 191/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา