⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 584/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ตราบใดที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนจากลูกหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันให้รับผิดได้เสมอ การฟ้องผู้ค้ำประกันไม่จำเป็นต้องรอให้การบังคับคดีกับลูกหนี้เสร็จสิ้นก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้าโดยรู้ว่าลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ และโจทก์ได้ยื่นฟ้องลูกค้าจนศาลได้พิพากษาให้ลูกค้าชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น เห็นว่าตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนพิพาทจากลูกค้า โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ได้เสมอ การฟ้องจำเลยไม่จำเป็นต้องรอให้การบังคับคดีกับลูกค้านั้นเสร็จสิ้นเสียก่อน การที่โจทก์ฟ้องลูกค้าก่อนและบังคับคดีได้เท่าใด มีผลเพียงว่าโจทก์จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยซ้ำอีกไม่ได้เท่านั้น ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาคดีโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยาน จึงอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไม่ได้แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าห้ามศาลอุทธรณ์มิให้ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสารสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ด้วยอำนาจของศาลอุทธรณ์ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างที่จำเลยเป็นผู้อำนวยการองค์การฟ้องหนังโจทก์จำเลยได้ขายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่บริษัทไทยโนเวลตี้ ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเงิน ๒๓๓,๙๓๒.๖๘ บาท และบริษัทไทยโนเวลตี้ได้สั่งจ่ายเช็ครวม ๑๓ ฉบับเป็นการชำระหนี้ดังกล่าว แต่เรียกเก็บเงินไม่ได้รวมเป็นเงิน ๒๑๓,๕๓๔.๓๙ บาทแต่จำเลยก็ยังขายแผ่นหนังต่าง ๆ ของโจทก์ให้แก่บริษัทไทยโนเวลตี้อีก ๗ ครั้งเป็นเงิน ๕๘,๐๔๘.๘๗ บาท บริษัทไทยโนเวลตี้ได้จ่ายเช็คชำระหนี้รวม ๗ ฉบับแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งหมด โจทก์ได้ฟ้องบริษัทไทยโนเวลตี้ให้ชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระ ๒๗๑,๕๘๓.๒๖ บาท แก่โจทก์ ศาลแพ่งได้พิพากษาให้ชำระตามฟ้องแต่บริษัทไทยโนเวลตี้ยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ยังคงได้รับความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเป็นเงิน๕๘,๐๔๘.๘๗ บาท ขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำไปตามอำนาจหน้าที่และโดยสุจริตไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จำเลยได้พยายามติดตามหนี้มิให้สูญโดยให้บริษัทไทยโนเวลตี้จัดหาธนาคารมาค้ำประกัน ซึ่งบริษัทไทยโนเวลตี้ก็ได้จัดการตามความประสงค์ของจำเลย แต่ที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์ปฏิเสธไม่ยอมให้ธนาคารค้ำประกัน และจำเลยตัดฟ้องว่าจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทน ไม่ได้ประมาท ศาลพิพากษาให้บริษัทไทยโนเวลตี้ชำระหนี้แล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยอีก จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตฟ้องขาดอายุความ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่าการบังคับคดีแก่บริษัทไทยโนเวลตี้มีระยะเวลา ๑๐ ปี ยังไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายอาจจะได้รับชดใช้เต็มจำนวนก็ได้ และการที่คณะกรรมการของโจทก์ปฏิเสธไม่ยอมให้ธนาคารค้ำประกันหนี้เก่าและหนี้ที่จะมีต่อไปนั้นเป็นการปฏิเสธการบรรเทาความเสียหายให้แก่ตนเอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ อ้างว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและโจทก์มิได้โต้แย้งไว้ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์สั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ ๒ที่ว่า โจทก์ยังได้รับความเสียหาย มีสิทธิฟ้องจำเลยได้นั้นเป็นอุทธรณ์คำพิพากษาที่ไม่ต้องห้ามในศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ข้อนี้ ส่วนอุทธรณ์ข้อ ๓เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งไว้ จึงอุทธรณ์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับชอบแล้ว เมื่อคดีขึ้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาผลิตภัณฑ์ของโจทก์ โจทก์จึงยังเสียหายอยู่ และมีสิทธิฟ้องจำเลย คดียังมีข้อเท็จจริงเถียงกันอยู่ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ประเด็นข้อแรกเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยขายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่บริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัด โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไทยโนเวลตี้จำกัด ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้โจทก์เสียหาย คือไม่ได้รับชำระหนี้ค่าผลิตภัณฑ์ตามสิทธิของโจทก์ แม้ว่าโจทก์ได้ฟ้องบริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัดและศาลได้พิพากษาให้บริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัด ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนที่พิพาทจากบริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ได้เสมอการฟ้องจำเลยไม่จำเป็นต้องรอให้การบังคับคดีเอากับบริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัดเสร็จสิ้นเสียก่อน สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทไทยโนเวลตี้นั้นมีมูลกรณีจากการไม่ชำระราคาสินค้านั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนสิทธิของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยนั้น มีมูลกรณีมาจากเรื่องละเมิดเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากกัน สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยนี้มีขึ้นทันทีที่โจทก์ถูกล่วงละเมิดสิทธิของตน ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยตรง การที่โจทก์ฟ้องบริษัทไทยโนเวลตี้ จำกัด ก่อน และบังคับคดีได้แล้วเท่าใด มีผลเพียงว่าโจทก์จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยซ้ำอีกไม่ได้เท่านั้น ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์จะพิสูจน์ได้ตามฟ้องหรือไม่ย่อมจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณาในชั้นนี้ต้องถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ประเด็นข้อสุดท้ายได้แก่ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อศาลแพ่งพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โจทก์สืบพยาน และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่โจทก์ขอสืบพยานใหม่ก็เท่ากับว่าโจทก์ไม่มีโอกาสสืบพยานในคดีนี้อีกต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จริงอยู่ที่ศาลอุทธรณ์สั่งเช่นนั้น และคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ชอบแต่ก็เป็นคำสั่งที่ชอบเฉพาะในประเด็นที่ว่า โจทก์ในฐานะคู่ความจะอุทธรณ์ในเรื่องขอสืบพยานใหม่ไม่ได้ และทั้งนี้มิได้หมายความว่าห้ามศาลสูงมิให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสารสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ได้ อำนาจของศาลอุทธรณ์ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ และตามกรณีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ก็ได้ใช้อำนาจนี้โดยชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่ว่าคดีมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอยู่ สมควรที่ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีนี้ใหม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2516 องค์การฟอกหนัง โดยพลตรีเจริญ สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการ โจทก์ พันเอกพยัฆ เนตรศุขำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การฟอกหนัง โดยพลตรีเจริญ สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการ · จำเลย - พันเอกพยัฆ เนตรศุขำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ประสาท สุคนธมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุวัฒน์ รัตรสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายธวัส สิทธิชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1593/2524ฎีกา 1733/2498ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา