⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 784/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2516

ย่อคำพิพากษา

กรมพระคลังข้างที่ สำนักพระราชวังซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดในนามสำนักพระราชวังโดยใช้เงินจากบัญชีประกันอัคคีภัย ซึ่งเป็นเงินผลประโยชน์ในการที่กรมพระคลังข้างที่รับประกันภัยทรัพย์สินในความดูแลจัดการของตนเองและมีข้ออาณัติซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตขึ้นใช้บังคับบัญชีประกันอัคคีภัยนั้น แยกไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากบัญชีผลประโยชน์ทั้งหลายในกรมพระคลังข้างที่ และได้จัดเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นับแต่ได้ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์แล้ว เมื่อที่ดินพิพาทได้จากเอาเงินในบัญชีประกันอัคคีภัยไปซื้อย่อมถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์พ.ศ.2479 การขายที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานพระคลังข้างที่ สำนักพระราชวัง นั้นเป็นราชการแผ่นดิน จำเป็นจะต้องมีพระบรมราชานุญาตให้ขายเสียก่อนจึงจะขายได้ และพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตนั้นจะต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามความในมาตรา 57แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลาที่มีการขาย พระราชหัตถเลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 มีบันทึกของเจ้าหน้าที่ปะหน้าพระราชหัตถเลขาและมีรัฐมนตรีผู้สั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรีในสำนักพระราชวังสมัยนั้น เขียนคำว่า 'ทราบ'และเซ็นชื่อไว้ข้างใต้คำว่าทราบในบันทึกของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการเซ็นรับทราบรายงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่มีข้อความใดแสดงว่าเป็นการรับสนองพระบรมราชโองการเลย จึงหาเป็นการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญไม่ จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและได้รับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว แม้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยไม่สมบูรณ์ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยตลอดมา ได้รื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมออกแล้วปลูกตึกแทนแม้จำเลยที่ 1 จะเคยมีหนังสือทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานพระมหากรุณาขอให้งดเว้นการเรียกที่ดินคืน ก็ไม่มีลักษณะเป็นการยอมรับอำนาจโจทก์เหนือที่ดิน เป็นแต่การให้เหตุผลโต้แย้งหนังสือของโจทก์ที่เรียกที่ดินคืนเท่านั้นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์พ.ศ. 2479 มาตรา 7 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่โดยได้รับพระบรมราชานุมัติเพื่อสาธารณประโยชน์หรือ เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2491 มาตรา 8 เป็นว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มีกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น ดังนี้ผู้ใดจะได้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นกรรมสิทธิ์ย่อมจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ประการเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษยกเว้นกฎหมายทั่วไปจะอ้างการครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หาได้ไม่ ขณะที่มีการโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทอยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานพระคลังข้างที่ แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479ให้โอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการสำนักพระราชวัง และต่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระคลังข้างที่ ขณะซื้อที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทสองด้วย ซึ่งรู้ดีว่ามีการตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่าเป็นไปโดยไม่สุจริตเมื่อปี 2480 จนรัฐบาลสมัยนั้นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาสอบสวนและเรียกที่ดินคืน36 ราย ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย การที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างตึกในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2481 จึงเป็นการทำไปทั้งๆ ที่รู้ว่าที่ดินยังไม่เป็นสิทธิของจำเลยโดยสมบูรณ์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 แต่กรณีต้องด้วยมาตรา 1311 (วรรค 2, 3, 4 และ 5วินิจฉัยในที่ประชุมครั้งที่ 8-9/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.115 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1310 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1311 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2491 ม.4 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2491 ม.5 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2491 ม.8 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.4 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.5 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.7 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.8 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทโฉนดที่ ๖๐๓ เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๗๙ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีพระราชหัตถเลขาพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ขายแก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๔๐๐ บาทวันที่ ๑๘ เดือนเดียวกันสำนักงานพระคลังข้างที่ได้ทำสัญญาขายโอนโฉนดใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้ชำระราคาเลยแต่พระบรมราชานุญาตไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการจึงเป็นโมฆะ ต่อมาที่ดินพิพาทตกมาอยู่ในความดูแลรักษาและจัดการของโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินคืน กลับเพิกเฉย เดิมที่พิพาทมีสิ่งปลูกสร้างจำเลยที่ ๑ ได้รื้อเรือนไม้สองชั้น ๒ หลัง ราคา ๑ แสนบาทออกไป และปลูกตึกเลขที่ ๓๖๒ ขึ้นใหม่ และยังนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองกับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๓ แสนบาท ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทและนิติกรรมจำนองเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ ๑ เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเป็นชื่อโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเดิม ห้ามเกี่ยวข้อง สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่รื้อไป หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๑ แสนบาท จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์โดยชอบพระบรมราชานุญาตไม่ใช่ราชการแผ่นดินไม่ต้องมีรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ ทั้งมีการรับสนองแล้ว จำเลยที่ ๑ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๘๒ การจำนองกระทำโดยสุจริต สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ ๑ รื้อมีราคาเพียง ๔๐๐ บาท ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๑ ได้ไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ ๒และได้จดทะเบียนไถ่ถอนแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดมาเป็นชื่อโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิมห้ามเกี่ยวข้องและให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินค่าสิ่งปลูกสร้างที่รื้อไป ๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อที่ให้จำเลยที่ ๑ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนในสภาพเดิม แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ ๑ เป็นคู่ความแทนผู้มรณะ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๙ พระราชทรัพย์และทรัพย์สินของแผ่นดินที่ตกทอดจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อน คงรวมกันอยู่ในความดูแลจัดการของกรมพระคลังข้างที่ กระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเรียกว่าสำนักงานพระคลังข้างที่ นอกจากนี้กรมพระคลังข้างที่ยังรับจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเจ้านายบางพระองค์หรือวัดต่าง ๆ ที่ฝากให้จัดทำผลประโยชน์ ตึกและโรงเรือนที่กรมพระคลังข้างที่ดูแลรักษานั้น บางรายได้เอาประกันอัคคีภัยไว้ ซึ่งต้องเสียเบี้ยประกันภัยปีละไม่น้อยกรมพระคลังข้างที่เห็นว่าเงินค่าประกันภัยที่ต้องเสียให้บริษัทประกันภัยต่าง ๆ ถ้ารวมกันเก็บรับทำเสียเองในกรมพระคลังข้างที่แยกบัญชีประกันอัคคีภัยไว้เป็นส่วนหนึ่งเมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นปีหนึ่ง ตำบลหนึ่งหรือสองตำบล เงินที่เก็บไว้คงพอใช้ทุนจึงนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และแจ้งให้เจ้าของโรงเรือนที่มอบให้กรมพระคลังข้างที่ดูแลรักษาทราบก็เป็นอันทรงเห็นชอบ การรับประกันภัยจึงได้ก่อตั้งมาแต่ปี ๒๔๕๑ เมื่อก่อตั้งครบ๓ ปี มีเงินรวบรวมได้สี่แสนบาทเศษ จึงได้ยกตั้งเป็นทุนสมมุติเป็นบริษัทขึ้นและมีข้ออาณัติซึ่งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้บังคับ ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน ได้จำนองไว้กับกรมพระคลังข้างที่แล้วค้างชำระดอกเบี้ย กรมพระคลังข้างที่ฟ้องบังคับจำนองและมีการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล กรมพระคลังข้างที่ได้ซื้อไว้แล้วลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดในนามสำนักพระราชวัง(สำนักงานพระคลังข้างที่บัญชีประกันภัย) ในการรับจำนองที่ดินพิพาทตลอดจนรับซื้อจากการขายทอดตลาดได้ใช้เงินจากบัญชีประกันอัคคีภัยทั้งสิ้น และบัญชีประกันอัคคีภัยดังกล่าวได้จัดเข้าไว้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นับแต่ได้ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฯ แล้ว ๑. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะได้ความว่าทรัพย์สินรายพิพาทได้ใช้เงินจากบัญชีประกันอัคคีภัยซื้อมา แต่เงินทุนตามบัญชีประกันอัคคีภัยนั้นปรากฏตามข้ออาณัติซึ่งมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้บังคับว่า เงินทุนนี้เจ้าของไม่ได้ส่งมาเข้าหุ้นส่วน แต่กรมพระคลังข้างที่เก็บรวบรวมจากเบี้ยประกันภัยซึ่งเจ้าของทรัพย์ที่เอาประกันได้เสียไว้ เงินเหล่านี้ผู้ชำระไม่มีทางจะได้รับคืน เมื่อเจ้าของรายใดถอนตึกเรือนโรง ออกไปจากความปกครองของกรมพระคลังข้างที่แล้ว ทุนนั้นต้องเป็นพับอยู่ในบริษัท(คือรวมอยู่ในกองกลาง) เงินทุนและดอกเบี้ยค่ารับประกันอัคคีภัยมีบัญชีแยกไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากบัญชีผลประโยชน์ทั้งหลายในกรมพระคลังข้างที่เห็นได้ว่าทุนหรือผลประโยชน์ในบริษัทสมมุติดังกล่าว หาได้เป็นของเจ้าของทรัพย์สินที่มอบไว้แก่กรมพระคลังข้างที่ไม่ หากแต่เป็นทุนที่ได้จากกิจการที่จัดขึ้นอยู่ในความดูแลของกรมพระคลังข้างที่ซึ่งบัญชีประกันอัคคีภัยดังกล่าวได้จัดเข้าไว้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นับแต่ได้ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์แล้ว เมื่อที่ดินพิพาทได้จากการเอาเงินในบัญชีประกันอัคคีภัยไปซื้อ จึงถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๒. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การขายที่ดินพิพาทไม่ใช่ราชการแผ่นดินไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ทั้งมีผู้รับสนองแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพระคลังข้างที่หรือสำนักงานพระคลังข้างที่ สำนักพระราชวังการขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑นี้ย่อมเป็นราชการแผ่นดิน จำเป็นจะต้องมีพระบรมราชานุญาตให้ขายเสียก่อนจึงจะขายได้ และพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตนั้นจะต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามความในมาตรา ๕๗แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น สำหรับพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ.๔ นั้น ปรากฏว่ามีบันทึกของเจ้าหน้าที่ปะหน้าพระราชหัตถเลขา พระดุลยธารณ์ปรีชาไวทย์รัฐมนตรีผู้สั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรีในสำนักพระราชวังสมัยนั้นเขียนคำว่า "ทราบ"และเซ็นชื่อไว้ข้างใต้คำว่าทราบ ในบันทึกของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการเซ็นรับทราบรายงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่มีข้อความใดแสดงว่าเป็นการรับสนองพระบรมราชโองการเลย จึงหาเป็นการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญไม่ ๓. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางครอบครองแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาจากสำนักงานพระคลังข้างที่สำนักพระราชวังตั้งแต่ปี ๒๔๗๙ แล้วแม้ว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นไปโดยไม่สมบูรณ์ถูกต้อง แต่จำเลยที่ ๑ก็ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยตลอดมา ปี ๒๔๘๑ จำเลยที่ ๑ก็ได้รื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมคือเรือนเก่าและโรงไม้ออกแล้วปลูกตึกสองชั้นขึ้นในที่ดินพิพาทแม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เคยมีหนังสือลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน๒๔๙๒ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐ ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานพระมหากรุณาขอให้งดเว้นการเรียกที่ดินคืน ก็ไม่มีลักษณะเป็นการยอมรับอำนาจโจทก์เหนือที่ดินเป็นแต่การให้เหตุผลโต้แย้งหนังสือของโจทก์ที่เรียกคืนที่ดินเท่านั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ เมื่อถือว่าจำเลยที่ ๑ ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทตลอดมาซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ ๑จะอ้างการครอบครองปรปักษ์นั้นยันโจทก์ได้หรือไม่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๗ บัญญัติว่า"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่โดยได้รับพระบรมราชานุมัติเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" และต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา ๗ ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๖ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มีกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น" และปรากฏว่าเมื่อพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๙ประกาศใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ เพิ่มครอบครองที่ดินพิพาทมาได้ ๖ เดือนเศษยังไม่ได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ดังกล่าวได้บัญญัติถึงลักษณะการโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไว้เป็นกรณีพิเศษ ผู้ใดจะได้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นกรรมสิทธิ์ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ประการเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษยกเว้นกฎหมายทั่วไป ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวแล้วยันโจทก์หาได้ไม่ ๔. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะที่ดินพิพาทไม่เคยอยู่ในความดูแลของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าขณะที่มีการโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทรัพย์สินรายพิพาทอยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานพระคลังข้างที่ไม่ใช่โจทก์ก็จริงแต่ต่อมามีพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๙ให้โอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ขณะฟ้องที่ดินพิพาทจึงอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ๕. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยรื้อไป จำเลยที่ ๑ควรรับผิดไม่เกิน ๔๐๐ บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลล่างที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ชดใช้แก่โจทก์ ๕,๐๐๐ บาท ๖. จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างตึกบนที่ดินพิพาทโดยสุจริตตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ โจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นแก่จำเลยที่ ๑โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ ๑ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการสำนักพระราชวัง และต่อมายังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระคลังข้างที่เมื่อปี ๒๔๘๒ ขณะซื้อที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๑ ยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทสองด้วยตามพฤติการณ์ที่เป็นมาเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ย่อมรู้ดีว่ามีการตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่าเป็นไปโดยไม่สุจริตเมื่อปี ๒๔๘๐ จนรัฐบาลในสมัยนั้นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาสอบสวนและเรียกที่ดินคืนทั้ง ๓๖ รายรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย การที่จำเลยที่ ๑ได้ปลูกสร้างตึกในที่ดินพิพาทเมื่อปี ๒๔๘๑ จึงเป็นการทำไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าที่ดินยังไม่เป็นสิทธิของจำเลยโดยสมบูรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่าได้ปลูกสร้างตึกเรือนโรงในที่ดินพิพาทโดยสุจริตไม่ได้ กรณีเช่นว่านี้หาต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ ดังที่จำเลยที่ ๑อ้างไม่ รูปคดีต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๑ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ ๑ ปลูกสร้างตึกในที่ดินพิพาทโดยสุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ข้อที่โจทก์ฎีกาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับไปนั้นเป็นดุลพินิจที่สมควรแล้วไม่มีเหตุจะพึงแก้ไข พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเดิมนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2516 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย พลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ ผู้อำนวยการ โจทก์ เรือเอกวัน รุยาพร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความพลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ - สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย · โจทก์ - ผู้อำนวยการ · จำเลย - เรือเอกวัน รุยาพร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษณ์ โสภิตกุล · อุดม เพชรคุปต์ · วิกรม เมาลานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเพรียบ หุตางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายจรอง อมะรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1712/2539ฎีกา 2221/2553ฎีกา 558/2509ฎีกา 5692/2538ฎีกา 3375/2532ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 5317/2538ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา