คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามที่ฟ้อง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป.
ย่อคำพิพากษา
คดีอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ได้ฟ้อง จึงจะทำให้คดีโจทก์มีมูลอันศาลจะพึงประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปได้
คดีที่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จ โจทก์จะอ้างว่าข้อความที่จำเลยเบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ จะต้องพิจารณาในชั้นพิจารณาไม่ใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ หาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๖ เวลากลางวัน จำเลยได้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๑๖ของศาลจังหวัดพัทลุง ใจความสำคัญว่าโจทก์เคยรับเหมาก่อสร้างโรงเรียนบ้านท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง แบบพิมพ์รายการสินค้าที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานในคดีดังกล่าวไม่มี วันที่ ๒๔ ก.พ. ๑๔ โจทก์ไม่ได้จ่ายเช็คให้จำเลย และวันที่ ๑๖ ก.ค. ๑๔ จำเลยไม่ได้รับเงินจากโจทก์ ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งความจริงโจทก์ไม่เคยรับเหมาก่อสร้างโรงเรียนบ้านท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง แบบพิมพ์รายการสินค้าที่โจทก์อ้างเป็นแบบพิมพ์ที่ร้านจำเลย และจำเลยเป็นผู้เขียนรายการสินค้านั้นและโจทก์ได้จ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย เลขที่ ๐๑๙๕๐๔ เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ และเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๔ โจทก์จ่ายเงินสดให้จำเลยรับไปอีก ๘,๐๐๐ บาทความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีนั้น เหตุเกิดที่ศาลจังหวัดพัทลุงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๑๖ อยู่ในระหว่างพิจารณา ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ยุติ ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นเท็จคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าข้อความที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๑๖ การนำสืบของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ คดีโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาเป็นใจความสำคัญว่า ความเท็จที่เป็นข้อสำคัญในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๑๖ นั้น จะต้องพิจารณาในชั้นพิจารณาหาใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๒ ขอให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดโจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงจะทำให้คดีโจทก์มีมูล ศาลจะพึงประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ไม่ได้ความว่า ความเท็จที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีแล้ว คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดฐานเบิกความเท็จดังฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๒ นั้น เห็นว่า กรณีไม่ต้องด้วยมาตราดังกล่าว เพราะศาลได้ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องตามนัยแห่งมาตราดังกล่าวแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428/2517
นายสุทัศน์ วิทยสุจินต์ โจทก์
นายวิจารณ์ โล้วโสภณกุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุทัศน์ วิทยสุจินต์ · จำเลย - นายวิจารณ์ โล้วโสภณกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุเมธ ทิพยมนตรี · ผสม จิตรชุ่ม · จันทร์ ระรวยทรง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพัทลุง - นายสุรินทร์ นาควิเชียร · ศาลอุทธรณ์ - นายภักดิ์ บุณย์ภักดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา