⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1479/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องว่าการรังวัดที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ ทำให้ทางสาธารณะร่นเข้าไปอยู่ในที่ดินของโจทก์นั้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำของบุคคลอื่นอันมีผลกระทบต่อที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยได้กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงยังไม่ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า เขตที่ดินตามโฉนดที่1498ของจำเลยไม่ถึงหลักเขตที่ปรากฏอยู่ และไม่ถึงเขตสุขาภิบาลใช้เป็นจุดวัดทางสาธารณะ การใช้จุดวัดดังกล่าวนี้ไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้การรังวัดจากหลักเขตดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ ทำให้ทางสาธารณะที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์จำเลยร่นเข้าไปอยู่ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำของบุคคลอื่นอันมีผลให้กระทบกระเทือนถึงที่ดินของโจทก์ หาได้มีข้อความที่เกี่ยวกับจำเลยว่าได้กระทำการอันใดที่ทำให้ทางสาธารณะเข้าไปอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ หรือทำให้โจทก์เสียหายไม่ต้องถือว่ายังไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ๑ แปลง อยู่ทางตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๙๘ ซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้รับโอนจากนางหอม ไม่มีทางสาธารณะคั่นอยู่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ สุขาภิบาลดอนขมิ้นเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ หาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะบางส่วน ศาลฎีกาพิพากษาว่ามีทางสาธารณะ ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออก โดยวัดจากหลักเขตโฉนดของนางหอมออกมา ๒.๕๐ เมตร และ ๗.๗๐ เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเขตโฉนดที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ ๑๔๙๘ นั้น ทางด้านตะวันออกไม่ถึงจุดหลักเขตตามที่ปรากฏอยู่ และตามที่สุขาภิบาลดอนขมิ้นใช้เป็นจุดไว้เพื่อให้เป็นทางสาธารณะตามคำบังคับของศาลแต่เป็นการรุกล้ำเข้ามาในเขตทางสาธารณะยาวตลอดเนื้อที่เป็นเหตุให้ทางสาธารณะนั้นรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์กว้างยาวดังกล่าวเช่นเดียวกันทำให้โจทก์เสียหาย คิดเป็นเนื้อที่ ๕๐ ตารางเมตร ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๘ ซึ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ ๑๒๖ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ยาวตลอดเนื้อที่ทั้งสองด้าน โดยถือว่าที่ดินในเขตที่เพิกถอนเป็นทางสาธารณะ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่ฟ้อง จำเลยได้รับโอนที่ดินโฉนดที่ ๑๒๖ จากนางหอมโดยสุจริต แยกมาเป็นโฉนดที่ ๑๔๙๘ มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๔๘.๓ ตารางวา ซึ่งเดิมได้แบ่งแยกในนามเดิมของนางหอม มาเป็นโฉนดที่ ๑๔๙๘ ก่อนแล้ว จึงโอนให้แก่จำเลยเดิมโจทก์ถูกฟ้องหาว่าบุกรุกที่สาธารณะจนศาลพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง โดยกำหนดวัดจากหลักเขตโฉนดของนางหอมการแบ่งแยกโฉนดเดิมเลขที่ ๑๒๖ มาเป็นโฉนดที่ ๑๔๙๘ เป็นการแบ่งแยกโฉนดภายในเขตโฉนดเดิม ไม่ได้คลาดเคลื่อนแนวเขตที่ดิน ในวันชี้สองสถาน คู่ความรับกันว่าที่ดินภายในเส้นสีเขียวท้ายฟ้องในเส้นประสีน้ำเงิน คือที่ดินที่พิพาทกันในคดีแพ่งแดงที่ ๔๔/๒๕๐๖ ระหว่างสุขาภิบาลดอนขมิ้น โจทก์ นางสาวเป้า นิลยะนารถ จำเลย ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) และบริวารออกจากทางสาธารณะ โดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปส่วนที่ดินที่พิพาทในคดีนี้คือที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง คู่ความรับกันว่าอยู่ในเขตโฉนดที่ ๑๔๙๘ ของจำเลย มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่อ้างว่าเป็นของโจทก์อย่างไร ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยาน และเห็นว่าแม้โจทก์จะอ้างว่าที่ดินภายในเส้นสีแดงเป็นทางสาธารณะก็ตามแต่ก็อยู่ในโฉนดที่ ๑๔๙๘ ของจำเลย มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานของคู่ความ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์คงได้ความแต่เพียงว่าเขตที่ดินตามโฉนดที่ ๑๔๙๘ ของจำเลยนั้น ไม่ถึงหลักเขตที่ปรากฏอยู่และไม่ถึงเขตที่สุขาภิบาลดอนขมิ้นใช้เป็นจุดวัดทางสาธารณะตามคำบังคับของศาล การใช้จุดวัดดังกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้การรังวัดจากหลักเขตดังกล่าวนั้นรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ และทำให้ทางสาธารณะที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์และจำเลย ร่นเข้าไปอยู่ในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของบุคคลอื่นอันจะมีผลให้กระทบกระเทือนถึงที่ดินของโจทก์ หาได้มีข้อความที่เกี่ยวกับจำเลยว่าได้กระทำการอันใดที่ทำให้ทางสาธารณะเข้าไปอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ หรือทำให้โจทก์เสียหายไม่ กรณีตามฟ้องต้องถือว่ายังไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2517 นางสาวเป้า นิลยะนารถ โจทก์ นายประยูร จันทร์สำราญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวเป้า นิลยะนารถ · จำเลย - นายประยูร จันทร์สำราญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมคิด มงคลชาติ · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุทัย อติแพทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา