คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งของตนที่ได้สั่งไปโดยชอบแล้ว และการถอนคำขอรับชำระหนี้โดยผู้ร้องย่อมมีผลลบล้างการยื่นคำขอเดิมเสมือนไม่เคยยื่นคำขอมาก่อน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในระหว่างสอบสวนผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งอนุญาตจำหน่ายจากบัญชีเจ้าหนี้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ด้วยความหลงผิดว่าจะเป็นทางให้ลูกหนี้พ้นจากการถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้ จึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานมายังศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งที่สั่งไปโดยชอบได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องกลับคืนสู่ฐานะเจ้าหนี้ตามเดิม ดังนี้ หามีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของตนที่ได้สั่งไปโดยชอบไม่ คงร้องขอให้ศาลมีคำสั่งได้เฉพาะที่เกี่ยวกับการใดที่เป็นปัญหาในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 143 และศาลจะสั่งเพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ก็ไม่ได้เพราะการที่ผู้ร้องยื่นคำขอถอนคำขอรับชำระหนี้ก็ดี คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่สั่งอนุญาตให้ถอนได้ก็ดี ไม่เป็นการผิดระเบียบ หรือกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้ไปแล้ว ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำขอ และทำให้ผู้ร้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำขอรับชำระหนี้เลย หากผู้ร้องประสงค์จะขอรับชำระหนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 91 จะขอให้เพิกถอนคำสั่งคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ซึ่งได้สั่งไปโดยชอบแล้วหาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด นางสาวสุนารี สันติธรารักษ์ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ ระหว่างสอบสวนผู้ร้องยื่นคำขอถอนคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งอนุญาต จำหน่ายจากบัญชีเจ้าหนี้ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ได้ขอถอนคำขอรับรับชำระหนี้ด้วยความหลงผิดว่าจะเป็นทางให้ลูกหนี้พ้นจากการถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้ จึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานมายังศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งที่สั่งไปโดยชอบได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ควรให้ผู้ร้องกลับมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามเดิม ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องกลับคืนสู่ฐานะเจ้าหนี้ตามเดิม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต
เจ้าหนี้รายที่ ๔ ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ตนกลับมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอถอนคำขอรับชำระหนี้ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำขอ และทำให้นางสาวสุนารีผู้ร้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำขอรับชำระหนี้เลย ถ้านางสาวสุนารีผู้ร้องประสงค์จะขอรับชำระหนี้ ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ คือต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ภายในระยะเวลา ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จะขอให้เพิกถอนคำสั่งคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ซึ่งได้สั่งไปโดยชอบแล้วหาได้ไม่
ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔๓, ๑๕๓ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔๓ บัญญัติว่า ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการใดที่เป็นปัญหา มิได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของตนที่ได้สั่งไปโดยชอบได้ ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่านำมาใช้โดยพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ นั้น บัญญัติให้อำนาจศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเท่านั้น การยื่นคำขอถอนคำขอรับชำระหนี้ก็ดี คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่สั่งอนุญาตให้ถอนได้ก็ดีไม่เป็นการผิดระเบียบหรือกฎหมาย จึงนำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับไม่ได้ ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2517
บริษัทค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด โดยพระสุทธิอรรถนฤมนตร์
และพลเรือตรีชลี สินธุโสภณ กรรมการผู้กระทำแทน โจทก์
บริษัท พี.เอส.ไทย จำกัด จำเลย
นางสาวสุนารี สันติธรารักษ์ เจ้าหนี้รายที่ 5 ผู้ร้อง
บริษัทเมโทร เฮ้าซิ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด โดย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โดยพระสุทธิอรรถนฤมนตร์ - บริษัทค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด · โจทก์ - และพลเรือตรีชลี สินธุโสภณ กรรมการผู้กระทำแทน · จำเลย - บริษัท พี.เอส.ไทย จำกัด · ผู้ร้อง - นางสาวสุนารี สันติธรารักษ์ เจ้าหนี้รายที่ 5 · โดย - บริษัทเมโทร เฮ้าซิ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | รื่น วิไลชนม์ · สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายยง โรจนสุพจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร หะวานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา