คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้ใหม่ โดยกำหนดให้ลูกหนี้ชำระต้นเงินคืนเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ย ถือเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ใหม่ และอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่กำหนดชำระหนี้งวดสุดท้ายเป็นต้นไป
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2506 จำเลยทำหนังสือรับรองหนี้สินว่ายังเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และยอมผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนของทุกๆเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2506 เป็นต้นไป ถือได้ว่าหนังสือรับรองหนี้สินดังกล่าวนี้ โจทก์จำเลยตกลงเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้ใหม่ โดยเรียกเอาดอกเบี้ยค้างส่งและเรียกเอาจำนวนเงินอันจะพึงส่งเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แต่ละงวด งวดละเดือนเริ่มแต่วันที่ 31 มีนาคม 2506 เป็นต้นไป จน ถึงวันที่ 30 เมษายน 2508 เป็นงวดสุดท้าย แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2513เป็นเวลาเกิน 5 ปี นับแต่กำหนดวันชำระงวดสุดท้ายเป็นต้นมาฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขอกู้เงินโดยเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับรองหนี้สินว่าเป็นหนี้โจทก์รวม ๓๗,๖๘๔ บาท และขอผ่อนชำระเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๐๖ โดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี และยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีการเบิกเงินเกินบัญชีของธนาคาร จำเลยมิได้ปฏิบัติตามที่รับรองไว้ โจทก์ทวงถาม จำเลยไม่ชำระ ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามข้อบังคับของโจทก์ เดิมจำเลยเป็นลูกค้าฝากเงินกระแสรายวันกับโจทก์ ภายหลังโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกเลิก โดยเรียกร้องให้จำเลยใช้หนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อไป และให้จำเลยผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนละอย่างต่ำ ๑,๕๐๐ บาท ภายในสิ้นเดือนของทุกเดือนตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๐๖ เป็นต้นไป แต่มิได้ตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้นโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องนับแต่เดือนมีนาคม ๒๕๐๖ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปี คดีขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม ๔๗,๕๗๒ บาทและดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๗,๑๔๘ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำหนังสือรับรองหนี้สินว่ายังเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม ๓๗,๖๘๕ บาท และยอมผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนอย่างต่ำเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ให้โจทก์ภายในสิ้นเดือนของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๐๖ เป็นต้นไปถือได้ว่าหนังสือรับรองหนี้สินดังกล่าวนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ใหม่ โดยเรียกเอาดอกเบี้ยค้างส่งและเรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แต่ละงวด ๆ ละเดือน และสิทธิเรียกร้องของโจทก์เรียกร้องได้งวดละ ๑,๕๐๐ บาท เริ่มวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๖ เป็นต้นไป จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๐๘ เป็นงวดสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๑๔ เป็นเวลาเกิน ๕ ปี นับแต่กำหนดวันชำระงวดสุดท้ายเป็นต้นมาฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๖ (อ้างฎีกาที่ ๕๘๑/๒๔๙๔)
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2517
ธนาคารไทยพัฒนา จำกัด โจทก์
นายเซ่งง้วน แซ่เฮง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารไทยพัฒนา จำกัด · จำเลย - นายเซ่งง้วน แซ่เฮง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สนิท บริรักษ์ · สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายประกาศ บุณโยดม · ศาลอุทธรณ์ - นายสมาน เจนนภา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา