คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235-241/2517
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 205 วรรคสอง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องโต้แย้งไว้เพื่อยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226(2)
* การเสียค่าอ้างเอกสารไม่ครบ หากศาลสั่งให้เสียให้ครบแล้วและได้เสียครบถ้วนแล้ว ให้รับฟังเอกสารนั้นเป็นพยานได้
* การที่บุคคลอื่นมาเบิกความเป็นพยานในฐานะผู้รู้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ไม่ถือเป็นการเบิกความแทนคู่ความ และรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
ย่อคำพิพากษา
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคสองนั้นเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา ต้องมีการโต้แย้งไว้ภายหลังมีคำสั่งนั้นแล้ว คู่ความที่โต้แย้งจึงจะยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)
การที่โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารไม่ครบ ไม่ปรากฏว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนไม่เสียเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เสียให้ครบและโจทก์เสียครบแล้ว ก็รับฟังเอกสารทั้งหมดเป็นพยานได้
ตัวโจทก์มิได้มาเบิกความเป็นพยาน แต่บุตรโจทก์มาเบิกความในฐานะเป็นพยานโจทก์โดยเป็นผู้รู้เห็นเรื่องราวที่เบิกความเอง ดังนี้ บุตรโจทก์หาใช่เบิกความเป็นพยานแทนตัวโจทก์ไม่ คำของบุตรโจทก์จึงรับฟังเป็นพยานได้ตามกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดี ๗ สำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกันฟ้องจำเลยต่างคนกันแต่ละสำนวนว่า นายเกษม ปาหนัน สามีโจทก์ได้ปลูกสร้างบ้าน ๗ หลังบนที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้จำเลยตามลำดับสำนวนเช่าโดยไม่มีสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๑นายเกษมถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๑๑จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์เป็นรายเดือน โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐานแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปอีก จึงบอกเลิกการเช่าเมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๒ ให้จำเลยออกจากบ้านเช่าไปภายใน ๓๐ วัน จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมออก จึงขอให้บังคับจำเลยและบริวารให้ออกไปจากบ้านเช่า
จำเลยทั้ง ๗ สำนวนให้การว่า บ้านที่ฟ้องเป็นของจำเลยปลูกสร้างบนที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่นายเกษมสามีโจทก์เป็นผู้เช่าและให้จำเลยเช่าช่วงเสียค่าเช่าเป็นรายเดือนตลอดมา เมื่อนายเกษมถึงแก่กรรม จำเลยจึงไม่ยอมชำระค่าเช่าประกอบกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้บอกเลิกการเช่าที่ดินที่นายเกษมเช่าแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงนี้อีก จำเลยได้ขอเช่าที่ดินปลูกบ้านจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เรื่องกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา โจทก์ทราบดีแล้วมาฟ้องจึงใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่าจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า บ้านเป็นของนายเกษม จำเลยเป็นผู้เช่าเมื่อนายเกษมตาย สิทธิต่าง ๆ ย่อมตกทอดมายังโจทก์ซึ่งเป็นทายาท โจทก์เก็บค่าเช่าบ้านไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลย พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท
จำเลยทั้ง ๗ สำนวนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้ง ๗ สำนวนฎีกาปัญหาหลายประการ
ปัญหาแรกว่า การไต่สวนขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นควรสั่งยกคำร้องให้พิจารณาใหม่ จำเลยได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ไว้ก่อนแล้วทั้งในรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ก็ได้จดแจ้งคำโต้แย้งของจำเลยไว้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นจะต้องยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นซ้ำอีก ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาต้องมีการโต้แย้งไว้ภายหลังมีคำสั่งนั้นแล้ว คู่ความที่โต้แย้งจึงจะยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๖(๒) ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า ศาลชั้นต้นได้จดแจ้งคำโต้แย้งของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาที่มีคำสั่งให้พิจารณาใหม่แล้วนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเท้าความถึงคำแถลงคัดค้านของจำเลยที่คัดค้านคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ หาใช่เป็นการที่ศาลชั้นต้นจดแจ้งคำโต้แย้งของจำเลยภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นไม่ได้
ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยานไม่ครบ ศาลรับฟังเอกสารทั้งหมดของโจทก์เป็นพยานไม่ได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลย แต่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าอ้างเพิ่มก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อโจทก์เสียค่าอ้างเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมายมาแต่ต้นแล้วเอกสารทั้งหมดจึงรับฟังไม่ได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารไม่ครบนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนไม่เสียให้ครบการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เสียให้ครบจึงเป็นการชอบแล้ว เมื่อโจทก์เสียครบแล้วก็รับฟังเอกสารทั้งหมดเป็นพยานได้ตามกฎหมาย
ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ตัวโจทก์มิได้มาเบิกความเป็นพยาน มีแต่นางสาวนวลจันทร์ ปาหนัน บุตรโจทก์มาเบิกความเป็นพยานแทนโจทก์โดยมิใช่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ฟ้องคดี จึงรับฟังคำของนางสาวนวลจันทร์ ปาหนัน เป็นพยานไม่ได้ตามกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นว่า นางสาวนวลจันทร์ ปาหนัน มาเบิกความในฐานะเป็นพยานโจทก์ โดยเป็นผู้รู้เห็นเรื่องราวที่เบิกความเองหาใช่มาเบิกความเป็นพยานแทนโจทก์ไม่ คำของนางสาวนวลจันทร์ ปาหนัน จึงรับฟังเป็นพยานได้ตามกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน
ส่วนในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาฟังว่า บ้านเป็นของนายเกษม สามีโจทก์ให้จำเลยเช่า แต่จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่า โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทไม่ได้
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235 - 241/2517
นางเสงี่ยม ปาหนัน โจทก์
นางเพ็ญศรี แซ่ตั้ง กับจำเลยอื่นอีกรวม 7 สำนวน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเสงี่ยม ปาหนัน · จำเลย - นางเพ็ญศรี แซ่ตั้ง กับจำเลยอื่นอีกรวม 7 สำนวน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ล้วน นิลกำแหง · สวัสดิ์ ภู่งาม · ยงยุทธ เลอลภ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสีห์ คลายนสูตร · ศาลอุทธรณ์ - นายจังหวัด แสงแข |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา