⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2602/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ทำขึ้นเพราะคู่สัญญาสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505ซึ่งโจทก์ก็รู้ดีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ผู้อื่นเช่าตึกพิพาทนี้ได้ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาหมาย จ.2 เมื่อพ.ศ. 2513 ความว่า จำเลยยอมออกไปจากตึกพิพาททั้งที่โจทก์รู้ดีว่าตึกพิพาทไม่ใช่ของตนและปกปิดความจริงไว้ เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งสารสำคัญว่าตึกพิพาทที่จำเลยเช่าอยู่นั้นยังเป็นของโจทก์อยู่หากจำเลยรู้ความจริงนี้แล้วจำเลยย่อมจะไม่ทำสัญญากับโจทก์สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.119 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๕๒๕ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวชั้นล่างดังกล่าวจำนวน ๑ คูหา ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๑๓ จำเลยได้ตกลงทำหนังสือสัญญาไว้กับโจทก์ โดยจำเลยยินยอมขนย้ายสิ่งของพร้อมด้วยบริวารออกไปจากตึกแถวและส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนแก่โจทก์ภายในกำหนด๖๐ วันนับแต่วันทำสัญญาจำเลยรับรองว่าจะไม่โต้แย้งคัดค้านสิทธิใด ๆของโจทก์อันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวและสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์เพื่อเป็นการตอบแทน โจทก์ยินยอมให้ค่าขนย้ายแก่จำเลย๓๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ชำระเงินค่าขนย้ายดังกล่าวให้จำเลยรับไปในวันทำสัญญาเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว ส่วนเงินอีก ๑๕,๐๐๐ บาทโจทก์จะชำระให้จำเลยเมื่อจำเลยพร้อมด้วยบริวารได้ขนย้ายส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ครั้นครบกำหนด ๖๐ วัน ตามสัญญาจำเลยและบริวารหาได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยได้ยื่นขอสิทธิการเช่าตึกแถวและที่ดินราชพัสดุอันปลูกตึกแถวดังกล่าวของโจทก์ต่อกรมธนารักษ์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันมีต่อกรมธนารักษ์โดยจำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องราวขอสิทธิเช่าตึกแถวและที่ดินราชพัสดุจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวชั้นล่างเลขที่ ๕๒๕ โดยจำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าขนย้ายส่วนที่ยังเหลืออยู่อีกเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์ให้จำเลยสละสิทธิการเช่าตึกและที่ดินพิพาทให้กับโจทก์ ให้จำเลยถอนเรื่องราวขอเช่าตึกและที่ดินพิพาทต่อกรมธนารักษ์ และห้ามไม่ให้จำเลยโต้แย้งคัดค้านสิทธิใด ๆ ของโจทก์อันเป็นเจ้าของตึกแถวและสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่จำเลยทำสัญญาดังกล่าวเพราะเข้าใจว่าตึกแถวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยทราบความจริงว่าตึกแถวเป็นของกรมธนารักษ์ กรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่าตึกแถวและที่ดินที่ปลูกตึกแถวกับโจทก์แล้ว ที่จำเลยทำสัญญายอมออกจากตึกแถวจึงเป็นการเข้าใจผิดในข้อสารสำคัญ ตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทชั้นล่าง ให้จำเลยส่งมอบตึกแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย เมื่อส่งมอบแล้วให้โจทก์จ่ายเงินที่ยังค้างอยู่ตามสัญญาจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาทแก่จำเลยห้ามจำเลยมิให้โต้แย้งคัดค้านสิทธิของโจทก์เกี่ยวกับการเช่าที่ดินต่อกรมธนารักษ์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่ปลูกตึกพิพาทเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลโทหลวงกาจสงครามได้เช่าที่ดินดังกล่าวแล้ว พลโทหลวงกาจสงครามกับโจทก์ซึ่งเป็นภริยาคนที่สามได้ร่วมทุนกันสร้างตึกพิพาทในที่ดินดังกล่าวเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๙๐โดยกองรักษาที่หลวงกระทรวงการคลังยอมให้พลโทหลวงกาจสงครามเก็บค่าเช่าในการก่อสร้างจากผู้เช่าอยู่ได้มีกำหนด ๑๕ ปีนับแต่สร้างเสร็จเมื่อพ้นกำหนดแล้วพลโทหลวงกาจสงครามยอมยกตึกพิพาทให้แก่กองรักษาที่หลวงเป็นกรรมสิทธิ์เมื่อนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ มา ๑๕ ปีตึกพิพาทจึงตึกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๕คดีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วซึ่งโจทก์ก็รู้ดีโจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ผู้อื่นเช่าตึกพิพาทนี้ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาหมาย จ.๒ ท้ายฟ้องความว่าจำเลยยอมออกไปจากตึกพิพาททั้งที่โจทก์รู้ดีว่าตึกพิพาทมิใช่ของตน และปกปิดความจริงไว้เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งสารสำคัญว่าตึกพิพาทที่จำเลยเช่าอยู่นั้นยังเป็นของโจทก์อยู่ หากจำเลยรู้ความจริงนี้แล้วจำเลยย่อมจะไม่ทำสัญญากับโจทก์อย่างแน่นอน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2517 นางประดับ กาจสงคราม โดยนายเช็งสุง แซ่เลี่ยว ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางกิมไล้ แซ่โล้ หรือเพ็ญจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางประดับ กาจสงคราม โดยนายเช็งสุง แซ่เลี่ยว ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นางกิมไล้ แซ่โล้ หรือเพ็ญจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย · สนิท บริรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวินิจ วินิจนัยภาค · ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฐ์ เทศะบำรุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 8364/2544ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา