⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 665/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 665/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 คือผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้นๆ

ย่อคำพิพากษา

ฮ. ใช้ปืนยิงป.และ ว.ตายจ่าสิบตำรวจ ส. ได้รับแจ้งความแล้วไปยังที่เกิดเหตุในระหว่างทางพบจำเลยที่ 1, 2 และ ฮ. จึงถามจำเลยที่ 1 ว่าปืนที่ ฮ. ใช้ยิง ป. และ ว. นั้นอยู่กับใคร จำเลยที่ 1 ว่าอยู่กับจำเลยที่ 3 จ่าสิบตำรวจ ส. บอกจำเลยที่ 1ให้เก็บปืนไว้ด้วยเมื่อจ่าสิบตำรวจ ส. มอบตัว ฮ. ที่สถานีตำรวจ แล้วกลับไปที่เกิดเหตุเพื่อยึดปืนเป็นของกลาง ถามจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ว่าเมื่อได้รับปืนจากจำเลยที่ 2 แล้วได้เอาไปวางไว้ที่กล่องเบียร์แล้วหายไป จ่าสิบตำรวจ ส. จึงไม่ได้ปืนนั้นมาเป็นของกลาง ดังนี้ บุตรของ ป. กับ ว.และมารดาของว. ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2517)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.142 ประมวลกฎหมายอาญา ม.184

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรนายเป็งสูและนางหว้าแซ่เลี่ยว โจทก์ที่ 5 เป็นมารดานางหว้า จำเลยทั้งสามได้ทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์อันเจ้าพนักงานยึดไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นหลักฐานหรือเพื่อการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย กล่าวคือ นายเฮาไล้ แซ่อึ้ง ได้ใช้อาวุธปืนสั้นยิงนายเป็งสูและนางหว้าถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนสั้นนั้นไปจากนายเฮาไล้ ส่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้สั่งให้ส่งเพื่อเป็นหลักฐานหรือบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 กลับส่งอาวุธปืนของกลางให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษา ในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้มาเอาอาวุธปืนนั้นจากจำเลยที่ 3 เพื่อจะไปดำเนินคดี จำเลยที่ 3 กลับอ้างว่าปืนของกลางสูญหาย โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อไม่ส่งอาวุธปืนของกลางเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อมิให้บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือเพื่อช่วยนายเฮาไล้มิให้ได้รับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142, 184, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามมาตรา 184 ให้ประทับฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ไว้พิจารณาส่วนข้อหาตามมาตรา 142 ให้ยก โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งห้าฎีกา ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์นำสืบว่า นายเฮาไล้ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายเป็งสูและนางหว้าถึงแก่ความตาย เมื่อจ่าสิบตำรวจสำเภาพบนายเฮาไล้และจำเลยที่ 1 ที่ 2 นั่งรถยนต์สวนทางมา จึงสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับอาวุธปืนที่นายเฮาไล้ใช้ยิงผู้ตายว่าปืนอยู่กับใคร ต่อมาจ่าสิบตำรวจสำเภาจะไปยึดอาวุธปืนมาเป็นของกลางได้สอบถามจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ว่าเมื่อรับปืนมาจากจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 3 เอาปืนไปวางไว้ที่กล่องเบียร์ในบ้านแล้วปืนหายไป จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าได้มอบปืนให้จำเลยที่ 3 ไว้จ่าสิบตำรวจสำเภาจึงไม่ได้อาวุธปืนนั้นมาเป็นของกลางในคดี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมานั้น โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 665/2517 เด็กชายวิชัย แซ่เลี่ยว โดยนายผ้ง แซ่บ้าง ผู้ปกครอง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน โจทก์ นายเซ้ง แซ่อึ้ง กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เด็กชายวิชัย แซ่เลี่ยว โดยนายผ้ง แซ่บ้าง ผู้ปกครอง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน · จำเลย - นายเซ้ง แซ่อึ้ง กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1974/2497ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5811/2550ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 45/2484ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา