⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 70/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 70/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การซื้อขายทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต ย่อมทำให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น แม้ภายหลังจะปรากฏว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เดิมก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินมีโฉนดของโจทก์ ส.เคยปลูกเรือนอยู่ในที่พิพาทและแจ้งการครอบครองไว้ว่าเป็นที่ของตน ต่อมา ส. ถูกเจ้าหนี้ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้เงินกู้และถูกศาลบังคับคดียึดที่พิพาทประกาศขายทอดตลาด จ. เป็นผู้ซื้อได้และชำระราคาที่ดินแล้ว ต่อมา จ. ขายที่พิพาทให้จำเลยจำเลยเข้าครอบครองปลูกบ้านอยู่ โจทก์จึงมาฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่พิพาท ดังนี้ ปัญหาที่ว่าจ. ได้สิทธิในที่พิพาทหรือไม่นั้นอยู่ที่ว่า จ. ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์เพียงแต่อ้างว่าไม่ทราบว่ามีการยึดที่พิพาทขายทอดตลาด แต่โจทก์หาได้กล่าวอ้างหรือนำสืบให้เห็นว่า จ. ได้ซื้อที่พิพาทไว้โดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่โจทก์เพิ่งคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่พิพาทภายหลังที่ศาลมีคำสั่งขายที่พิพาทให้ จ. ไปหลายปีแล้ว ไม่เป็นพฤติการณ์ให้ฟังได้ว่า จ. ซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต จ. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 และได้ขายที่พิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีทางชนะคดีจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.6 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1308 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและนายทรงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 5920 ด้านทิศตะวันออกติดลำคลอง มีที่งอกเนื้อที่ 2 ไร่เศษจำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปล้อมรั้วปลูกผักในที่งอกของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่เศษ โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจำเลยปลูกเรือนในที่งอกขึ้นอีก ขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขับไล่จำเลยออกไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่ที่งอกเดิมเป็นที่ของนายเส็งซึ่งได้แจ้ง ส.ค.1 และปลูกเรือนอยู่อาศัยมาประมาณ 30 ปีแล้ว ต่อมานายเส็งถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดที่ดินนั้นขายทอดตลาด นางเจริญซื้อได้ และเจ้าหน้าที่ออก น.ส.3 ให้แล้วนางเจริญขายที่แปลงนี้ให้จำเลย แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านการรังวัดเพื่อโอน นางเจริญและจำเลยครอบครองที่แปลงนี้มากว่า 10 ปีแล้วจึงได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินตามหน้าโฉนดของโจทก์ ได้ชี้เขตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ 10 วา ยาวประมาณ 1 เส้น และนำหลักหินไปปักทำให้จำเลยขาดประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้ถอนหลักหินออกไปถอนคำร้องคัดค้าน และใช้ค่าเสียหาย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นายเส็งมาขออาศัยปลูกเรือนในที่งอกแต่ได้รื้อเรือนไปแล้วหากนายเส็งไปแจ้ง ส.ค.1 ก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่ทราบว่านายเส็งเป็นหนี้และถูกฟ้องจนถูกขายทอดตลาดที่พิพาท โจทก์คัดค้านการรังวัดเพราะที่ดินเป็นของโจทก์ โจทก์ไม่ได้บุกรุกที่ดินจำเลยขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกหน้าที่ดินมีโฉนดของโจทก์นับแต่เวลาที่นางเจริญครอบครองกับที่จำเลยครอบครองจนถึงวันโจทก์ฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองที่พิพาท จำเลยมิได้ครอบครองโดยละเมิดสิทธิโจทก์ พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากที่พิพาท คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า นายเส็งครอบครองที่พิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยได้รับโอนติดต่อมาจากนางเจริญและนายเส็งย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ทั้งสามถอนคำคัดค้านการโอนที่ดินระหว่างนางเจริญกับจำเลยเสีย ให้โจทก์ถอนหลักหินและห้ามโจทก์กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยต่อไปฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินมีโฉนดของโจทก์นายเส็งเคยปลูกเรือนอยู่ในที่พิพาทและแจ้งการครอบครองว่าเป็นที่ของตนไว้ นายเส็งถูกนางเปรื่องฟ้องบังคับให้ชำระหนี้เงินยืม และถูกศาลบังคับคดียึดที่พิพาทประกาศขายทอดตลาดนางเจริญเป็นผู้ซื้อที่พิพาทได้เมื่อ พ.ศ. 2503 ต่อมา พ.ศ. 2508นางเจริญขายที่พิพาทให้จำเลยปัจจุบันจำเลยครอบครองปลูกบ้านอยู่ในที่พิพาท ศาลฎีกาเห็นว่านางเจริญเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ปัญหาว่านางเจริญจะได้สิทธิในที่พิพาทหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่านางเจริญซื้อที่พิพาทโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์เพียงแต่อ้างว่าไม่ทราบว่ามีการยึดที่พิพาทขายทอดตลาด แต่โจทก์หาได้กล่าวอ้างหรือนำสืบให้เห็นว่านางเจริญได้ซื้อที่พิพาทไว้โดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ นางเจริญผู้ซื้อทรัพย์พิพาทได้จากการขายทอดตลาดของศาลได้ชำระราคาที่พิพาทแล้ว โจทก์เพิ่งจะมาคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่พิพาทภายหลังที่ศาลมีคำสั่งขายที่พิพาทให้นางเจริญไปแล้วหลายปี ไม่เป็นพฤติการณ์ให้รับฟังได้ว่า นางเจริญซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต นางเจริญย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 และขายให้จำเลยเข้าครอบครองแล้ว โจทก์หมดสิทธิในทรัพย์พิพาท ไม่มีทางชนะคดีตามฟ้องได้ ปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 70/2517 นางย้อย พึ่งอำพล กับพวก โจทก์ นายหลี ศรีสำอางค์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางย้อย พึ่งอำพล กับพวก · จำเลย - นายหลี ศรีสำอางค์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุมิตร ฟักทองพรรณ · สวัสดิ์ ภู่งาม · ล้วน นิลกำแหง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 2135/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 56/2520ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 70/2518ฎีกา 2224/2528ฎีกา 591/2513ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา