⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1463-1464/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463-1464/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ โอนกันได้โดยการส่งมอบ ผู้ทรงเช็คโดยการส่งมอบย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คได้ 2. การบรรยายฟ้องเรียกเงินตามเช็คโดยระบุว่าผู้ฟ้องเป็นผู้ทรงเช็คและผู้ถูกฟ้องเป็นผู้สั่งจ่ายนั้น เพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายถึงมูลหนี้ที่ได้เช็คมาหรือการสลักหลัง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยร่วมเล่นแชร์และประมูลแชร์ได้ไปแล้ว ได้ออกเช็คไว้ให้เพื่อให้ผู้ประมูลได้ภายหลังนำไปขึ้นเงินได้ทันที เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ จึงโอนกันได้เพียงการส่งมอบ เมื่อโจทก์เป็นผู้เล่นแชร์วงนี้ด้วย และรับโอนเช็คเหล่านี้มาจากผู้เล่นคนอื่น ๆ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 989 และมาตรา 914 โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คดังกล่าว โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คและจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเหล่านี้แล้ว ไม่จำต้องบรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยมูลหนี้อะไร มีผู้สลักหลังให้มาหรืออย่างไร ฯลฯ การเล่นแชร์เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง มุ่งหมุนเวียนเงินมาจับจ่ายใช้สอยโดยผลัดกันยืมแล้วผ่อนใช้ การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเล่นแชร์เพื่อหาเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลเช่นนี้ จึงไม่เป็นการนอกเหนือวัตถุประสงค์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.904 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.914 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.918 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลรวมการพิจารณาและพิพากษา สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี ๗ ฉบับ ซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย จำนวนเงินฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินรวม ๗๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระเงินให้แก่โจทก์รวม ๗๑,๓๑๒.๕๐ บาท สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามีนบุรี ๑ ฉบับ จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระรวม ๑๐,๖๕๔ บาท ๑๕ สตางค์ ทั้งสองสำนวน จำเลยให้การทำนองเดียวกันว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เช็คพิพาทเหล่านั้นนายแสวง เอ็งตระกูล ได้ยืมไปจากจำเลย โดยนายแสวงให้จำเลยลงชื่อไว้ในช่องสั่งจ่าย ทั้งนี้เพราะนายแสวงเป็นนายวงแชร์ และเช็คของนายแสวงไม่พอ จึงยืมจากจำเลยไปมอบให้แก่โจทก์และผู้ร่วมเล่นแชร์อื่น ๆ ยึดไว้เป็นหลักฐาน จำเลยเองไม่ได้เล่นด้วย ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้แก่นายอุดม ธรารักษ์ โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๕ จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมมิตรโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยได้เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์วงนี้กับบุคคลอื่น ๆ ด้วย และประมูลแชร์ได้ไปแล้วก็ได้ออกเช็คพิพาทไว้ให้เพื่อให้ผู้ประมูลได้ภายหลังนำไปขึ้นเงินได้ทันที เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ จึงโอนกันได้เพียงการส่งมอบ เมื่อโจทก์เป็นผู้เล่นแชร์วงนี้ด้วย และรับโอนเช็คเหล่านี้มาจากผู้เล่นคนอื่น ๆ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ และมิใช่เป็นผู้ได้เช็คพิพาทเหล่านี้มาโดยกลฉ้อฉล ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงนามสั่งจ่ายเช็คพิพาทเหล่านี้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทเหล่านี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๙ และมาตรา ๙๑๔ ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยมูลหนี้อะไร ได้รับมาจากจำเลยโดยตรงหรืออย่างไร มีผู้อื่นสลักหลังให้มาหรืออย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยตามเช็ค โดยโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คและจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเหล่านี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๙ และมาตรา ๙๑๔ แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยฎีกาว่าไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะนอกเหนือวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การเล่นแชร์เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง มุ่งหมุนเวียนเงินมาจับจ่ายใช้สอย โดยผลัดกันยืมแล้วผ่อนใช้ การหาเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลเช่นนี้จึงเห็นว่าไม่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลแต่อย่างใด เพราะนิติบุคคลย่อมต้องมีเงินมาดำเนินการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมมิตรจึงมีอำนาจฟ้องในเมื่อเป็นผู้เล่นแชร์รายนี้ด้วยผู้หนึ่ง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463 - 1464/2518 นายอุดม ธรารักษ์ โจทก์ นางอุดมศรี ปิณฑานนท์ ล. ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมมิตร โจทก์ นางอุดมศรี ปิณฑานนท์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอุดม ธรารักษ์ · ล. - นางอุดมศรี ปิณฑานนท์ · โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมมิตร · ล. - นางอุดมศรี ปิณฑานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายยนต์ สวนพุฒิ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฎ์ เทศะบำรุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา