⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1752/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1752/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 113 ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน และการเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ลูกหนี้กระทำไปโดยไม่สุจริตและเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบนั้น ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิตามกฎหมายไปโดยสุจริต

ย่อคำพิพากษา

คดีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉล ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 113 นั้น อายุความต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ซึ่งบัญญัติว่า "การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ฯลฯ" ผู้ร้องรู้ถึงต้นเหตุเมื่อใดนั้น ต้องถือเอาคดีที่มีการขอให้เพิกถอนเป็นหลัก คือคดีนี้นั่นเอง โดยผู้ร้องสอบสวนลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2514 เป็นระยะเวลาเริ่มต้นแห่งอายุความ และยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2515 จึงไม่ขาดอายุความ ลูกหนี้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ ว.โดยไม่สุจริต และเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียเปรียบ ต่อมา ว.นำทรัพย์สินดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคารให้ ข. ดังนี้ ศาลชอบที่จะสั่งเพิกถอนการโอนระหว่างลูกหนี้และ ว.ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 113 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แต่ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องขอให้เรียกเงินจาก ข. ตามจำนวนที่ ว.จำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้เข้ามาในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายนั้น เห็นว่ากรณีไม่กระทบกระเทือนถึงธนาคารที่ได้สิทธิจำนองไปโดยสุจริต จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกร้องได้ เพราะเป็นเรื่องเกินขอบเขตของการเพิกถอนการฉ้อฉล อีกทั้งจะกลายเป็นว่าผู้ร้องได้เข้าสวมสิทธิบังคับจำเลยแทนธนาคารเจ้าหนี้โดยมิชอบ ทั้งราคาทรัพย์จำนองก็ท่วมหนี้จำนอง การเพิกถอนการโอนเป็นประโยชน์ทางทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.240 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.113

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุพรจำเลยผู้ล้มละลายร้องและแก้ไขคำร้องว่า ได้เข้าจัดการทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๔ ทราบว่านายสุรพลจำเลยร่วมกับนางสาววรรณวิมล พนารมย์ ทำการฉ้อฉลเจ้าหนี้ โดยเพทุบายโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๗๙ พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างราคาประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาทของนายสุรพลจำเลยให้แก่นางสาววรรณวิมลเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบและไม่ได้รับชำระหนี้ แล้วนางสาววรรณวิมลได้นำที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้นายซุดคุงหรือนิ้ม แซ่ลิ้ม ต่อธนาคารเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เป็นการก่อหนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ทรัพย์ตกอยู่ในภาระจำนอง เสื่อมค่า และทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างระหว่างนายสุรพลจำเลยกับนางสาววรรณวิมล และให้เรียกเงินจากนายซุดคุงหรือนิ้มจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เข้ามาในกองทรัพย์สินของจำเลย นางสาววรรณวิมลและนายซุดคุงหรือนิ้มยื่นคำแก้ว่า นางสาววรรณวิมลรับโอนที่ดินไว้โดยสุจริต จดทะเบียนซื้อขาย ณ หอทะเบียนที่ดิน และชำระเงินครบถ้วน การจำนองที่ดินเป็นการประกันหนี้ของนายซุดคุงบิดา ซึ่งธนาคารเร่งรัดเอาหลักประกัน ผู้ร้องยื่นคำร้องซ้ำกับคำร้องอื่นและการโอนทรัพย์สินรายนี้ กระทำก่อนโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย ๓ ปี ผู้ร้องจะขอเพิกถอนการโอนไม่ได้ และคดีของผู้ร้องขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น พิพากษายกคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ แต่การโอนที่ดินระหว่างนายสุรพลจำเลยและนางสาววรรณวิมลกระทำโดยสุจริต พิพากษายืนในผลแห่งคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องฎีกา ในปัญหาที่ว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องร้องขอให้เพิกถอนการโอนนั้น เป็นการร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๓ ดังนั้นอายุความก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ ซึ่งบัญญัติว่า "การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ผู้ร้องรู้ถึงต้นเหตุเมื่อใดนั้น ต้องถือเอาคดีที่มีการขอให้เพิกถอนเป็นหลัก คือคดีนี้นั่นเอง ผู้ร้องสอบสวนลูกหนี้เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๔ นับว่าเป็นระยะเวลาเริ่มต้นแห่งอายุความ ฉะนั้น คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๑๕ จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนปัญหาที่ว่า การโอนทรัพย์สินของนายสุรพลจำเลยให้นางสาววรรณวิมลผู้คัดค้านเป็นการฉ้อฉลหรือไม่ วินิจฉัยว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะชำระเงินกันจริงจัง การชำระราคาหาได้กระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ดินไม่ ทั้งราคาซื้อขายที่ปรากฏในสัญญาก็ต่ำกว่าราคาแท้จริง น่าจะเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อผู้ขายคบคิดกันลวงผู้อื่นก็ได้ ประกอบกับนายสุรพลจำเลยดำเนินกิจการตั้งโรงงานอัดปอขาดทุน พอถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ มีหนี้สินมาก ถึงกับต้องเอาโรงงานอัดปอตีใช้หนี้ธนาคารและเป็นหนี้ธนาคารอันอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาท พฤติการณ์เช่นนี้จะเป็นที่รู้อยู่แก่ใจของนางสาววรรณวิมล เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่กระทบกระเทือนถึงฐานะของครอบครัวซึ่งตนเกี่ยวข้องอยู่เป็นอันมาก การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๗๙ พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กระทำโดยไม่สุจริต ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายควรรู้เท่าถึงความจริงว่า จะเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นของนายสุรพลจำเลยต้องเสียเปรียบ เหตุนี้ ศาลชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนการโอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๓ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ สำหรับข้อที่ผู้ร้องขอเรียกเงินจากนายซุดคุงจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เข้ามาในกองทรัพย์สินของนายสุรพลจำเลยนั้น วินิจฉัยว่า นางสาววรรณวิมลได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๗๙ ไปจำนองเป็นประกันหนี้ให้นายซุดคุง กรณีดังนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงธนาคารที่ได้สิทธิจำนองไปโดยสุจริต ไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะเรียกร้องให้นายซุดคุงใช้เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทได้ เพราะเป็นเรื่องเกินขอบเขตของการเพิกถอนการฉ้อฉล อีกทั้งจะกลายเป็นว่าผู้ร้องได้เข้าสวมสิทธิบังคับเอาชำระหนี้แทนธนาคารเจ้าหนี้โดยมิชอบ อนึ่ง ราคาทรัพย์จำนองก็ท่วมหนี้จำนอง การเพิกถอนการโอน ย่อมเป็นประโยชน์ทางทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่แล้ว พิพากษาแก้ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๗๙ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง คำขอนอกจากนี้ให้ยก. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1752/2518 นายเสมอ อัครปรีดี โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุรพล สุรกุลประภา จำเลยผู้ล้มละลาย ผู้ร้อง นางสาววรรณวิมล พนารมย์ ที่ 1 นายซุกคุงหรือนิ้ม แซ่ลิ้ม ที่ 2 ผู้คัดค้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานอัดปอพืชผลไทย โดยนายสุรพล สุรกุลประภา และ

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสมอ อัครปรีดี · ผู้ร้อง - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุรพล สุรกุลประภา จำเลยผู้ล้มละลาย · 1 - นางสาววรรณวิมล พนารมย์ ที่ · ผู้คัดค้าน - นายซุกคุงหรือนิ้ม แซ่ลิ้ม ที่ 2 · และ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานอัดปอพืชผลไทย โดยนายสุรพล สุรกุลประภา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ลิมปิษเฐียร · วิทูร เทพพิทักษ์ · ศิริ อติโพธิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายสุเมธ อุปนิสากร · ศาลอุทธรณ์ - นายถนัด ลีลากุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1536/2500ฎีกา 19883/2555ฎีกา 621/2519ฎีกา 886/2515ฎีกา 52/2527ฎีกา 2161/2538ฎีกา 5059/2538ฎีกา 7913/2551ฎีกา 5444/2551ฎีกา 1016-1018/2477ฎีกา 2345/2540ฎีกา 180/2502ฎีกา 1145/2495ฎีกา 230/2501ฎีกา 5640/2541ฎีกา 597/2513ฎีกา 5423/2553ฎีกา 635/2511ฎีกา 6239/2555ฎีกา 805/2506ฎีกา 310/2534ฎีกา 1302/2531ฎีกา 2791/2546ฎีกา 4817/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา