⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2159/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่กลับเรียกรับเงินเพื่อไม่จับกุม ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวต้องรับโทษตามมาตรา 149 ประกอบมาตรา 86

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นเจ้าหน้าทีตำรวจ มีหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้ร่วมกันตรวจค้นพบกัญชาและกล้องสูบกัญชาซึ่งเป็นของผิดกฎหมายในบ้านพักขง จ. แล้วไม่จับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายตามตำแหน่งหน้าที่ของตน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพลเรือนเรียกร้องเอาเงินจาก ว.เพื่อไม่กระทำการจับกุมตามหน้าที่แล้วให้ ว. ไปเอาเงินมาให้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 148 เพราะจำเลยไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบโดยแล้งขู่ว่าจะจับ ว. โดยไม่ได้กระทำความผิดและเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วแม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 157 มาด้วย ก็ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกบทหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพลเรือน มีฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,86 เท่านั้น ในกรณีดังกล่าวข้างต้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เรียกเงินจาก ว.แล้วให้ ว.ไปเอาเงินก็เพื่อจะไม่จับกุม ว. ไม่ใช่ว่าจับกุมแล้วเรียกเงินเพื่อจะปล่อยแม้ขณะที่ ว. จะไปเอาเงิน จำเลยจะให้พวกจำเลยคนหนึ่งไปด้วยเป็นทำนองว่าเพื่อควบคุมตัว ว. โดยปริยาย แต่เมื่อมีผู้ทักท้วงขึ้น จำเลยก็มิได้ไปด้วย เพียงแต่ให้ ว. ลงชื่อในบันทึกการจับกุมไว้เท่านั้น โดยกล่าวว่าถ้าไม่ยอมลงชื่อจะจับไปสถานีตำรวจ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้จับควบคุมตัว ว.อันจะเข้าเกณฑ์ว่ามีการคุมขังแล้วดังที่บัญญํติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 ตามที่แก้ไข และมาตรา 204 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191, 204 การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยมานั้นยังคลาดเคลื่อนอยู่ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวนี้ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.148 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.191 ประมวลกฎหมายอาญา ม.204

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนคดีอาญา และจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายพร้อมทั้งมีหน้าที่ควบคุมผู้ถูกจับกุมส่งพนักงานสอบสวนและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้จับกุมและควบคุมตัวจ่าอากาศโทวอลเตอร์ในข้อหามีกัญชาและเครื่องสูบกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยทุจริตได้ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่เรียกเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาทจากจ่าอากาศโทวอลเตอร์ และให้ไปหาเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาทที่เรียกร้องมาโดยมิชอบ โดยบอกว่าเมื่อหามาให้ได้แล้วจะปล่อยตัวไม่นำส่งพนักงานสอบสวนคดี อันเป็นการจูงใจให้จ่าอากาศโทวอลเตอร์ให้หามาให้ซึ่งทรัพย์สิน และเรียกทรัพย์สินเพื่อไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหน้าที่ และโดยทุจริต แล้วจำเลยดังกล่าวได้ร่วมกันปล่อยจ่าอากาศโทวอลเตอร์ผู้ถูกคุมขังในอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาให้หลุดพ้นจากการคุมขังไป ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๔ ได้ช่วยพูดเรียกเงินและแนะนำให้ปล่อยจ่าอากาศโทวอลเตอร์พ้นจากการควบุคมเพื่อไปหาเงินที่เรียกร้องมาให้ อันเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ กระทำผิดดังกล่าวก่อนหรือขณะกระทำความผิด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๔๙, ๑๕๗, ๑๙๑, ๒๐๔, ๘๓, ๘๖, ๙๐, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔, ๕, ๑๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒, ๔ จำเลยทั้ง ๔ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๗ , ๒๐๔ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๗ เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกคนละ ๕ ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๔ ให้จำคุกคนละ ๑ ปี รวมคนละ ๖ ปี จำเลยที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๗, ๘๖, ๑๙๑ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๘๖ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๓ ปี ๔ เดือน และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๑ อีก ๘ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๔ สี่ปี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยทั้ง ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๗, ๑๙๑, ๒๐๔ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๙ มาตราเดียว ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๕ ปี จำเลยที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๗, ๑๙๑, ๒๐๔, ๘๖ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๙, ๘๖ สถานเดียว โดยจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ตามมาตรา ๑๔๘ ลงโทษจำเลยที่ ๔ ตามมาตรา ๑๔๘, ๘๖ ด้วย กับขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่แต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๑, ๒๐๔ จำเลยที่ ๒ ฎีกาข้อเท็จจริงขอให้ยอกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๔ เป็นพลเรือน ได้นำจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด ไปจับจ่าอากาศโทวอลเตอร์ที่บ้านพักในข้อหามีกัญชาและกล้องสูบกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการตรวจค้นพบกัญชาและกล้องสูบกัญชาในบ้านพักของจ่าอากาศโทวอลเตอร์แล้วเรียกเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาท จากจ่าอากาศโทวอลเตอร์ เพื่อจะไม่จับส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย แล้วให้จ่าอากาศโทวอลเตอร์ไปเอาเงินมาให้ ปัญหามีว่าการการทำของจำเลยจะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตราใดบ้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๕ ที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ด้วยนั้น เห็นว่าการกระทำที่จะเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘ ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๔ นั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เช่น แกล้งกล่าวหาจับกุมเข้าเป็นต้น แล้วใช้อำนาจนั้นข่มขืนหรือจูงใจเขามอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่คดีนี้จ่าอากาศโทวอลเตอร์กระทำความผิดจริง จำเลยไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบโดยแกล้งขู่ว่าจะจับจ่าอากาศโทวอลเอร์โดยไม่ได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๘ ดังที่โจทก์ฎีกา และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา ๑๕๗ ซึ่งบททั่วไปอีกบทหนึ่งแต่การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เรียกเงินจากจ่าอากาศโทวอลเตอร์แล้วให้จ่าอากาศโทวอลเตอร์ไปเอาเงินนั้น คดีได้ความว่าจำเลยเรียกเงินเพื่อจะไม่จับกุมจ่าอากาศโทวอลเตอร์ ไม่ใช่ว่าจับกุมแล้วเรียกเงินเพื่อจะปล่อย แม้ขณะที่จ่าอากาศโทวอลเตอร์จะไปเอาเงินจำเลยบอกว่าจะให้พวกจำเลยคนหนึ่งไปด้วย เป็นทำนองว่าเพื่อคุมตัวจ่าอากาศโทวอลเตอร์โดยปริยาย แต่เมื่อมีผู้ทักท้วงขึ้นจำเลยก็มิได้ไปด้วย เพียงแต่ให้จ่าอากาศโทวอลเตอร์ลงชื่อในบันทึกการจับกุมไว้ให้เท่านั้น โดยกล่าวว่าถ้าไม่ยอมลงชื่อจะจับไปสถานีตำรวจ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้จับควบคุมตัวจ่าอากาศโทวอลเตอร์ อันจะเข้าเกณฑ์ว่ามีการคุมขังแล้วดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๑ ตามที่แก้ไข และมาตรา ๒๐๔ การที่จำเลยให้จ่าอากาศโทวอลเตอร์ไปเอาเงิน จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๑ และ ๒๐๔ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นพลเรือนมีฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๘๖ พระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕ เท่านั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยมานั้นยังคลาดเคลื่อนอยู่ สมควรแก้ให้ถูกต้อง และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ตลอดไปถึงจำเลยอื่น ที่มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวนี้ด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๙๑, ๒๐๔ แล้ว ที่โจทก์ฎีกาขอให้เรียงกระทงลงโทษนั้น จึงตกไปในตัว พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕ จำเลยที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙ ตามที่แก้ไขประกอบด้วยมาตรา ๘๖ ส่วนกำหนดโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ชุ่ม สุนทรชัย สัญชัย สัจจวานิช แผ้ว ศิวะบวร) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2518 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ สิบตำรวจเอกแพง พูนจัตุรัส กับพวก รวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - สิบตำรวจเอกแพง พูนจัตุรัส กับพวก รวม 4 คน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสถิตย์ ไพเราะ · ศาลอุทธรณ์ - นายมณี พิพม์ประสิทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 5182/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 605/2511ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 11/2539ฎีกา 6344/2551ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา