คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213-2214/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ความสะดวกแก่การที่จะลักทรัพย์ หรือเพื่อที่จะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือเพื่อให้ทรัพย์นั้นอันตนเอาไปนั้นให้พ้นไปเสียจากอำนาจของเจ้าของ
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 หยิบแว่นตาจากกระเป๋าเสื้อผู้เสียหายขณะนั่งอยู่ในร้ายขายอาหารไปใส่ส่องกระจกดู แล้วจำเลยทั้งสามเดินออกจากร้านไป ไม่คืนแว่นตา เมื่อผู้เสียหายไปขอคืน จำเลยไม่คืนให้ กลับให้จำเลยที่ 2 เอาแว่นตาไป ผู้เสียหายขอคืนจากจำเลยที่ 2 ๆ ไม่ให้ จำเลยที่ 3 คว้าเอาไปอีกต่อหนึ่งต่อหน้าผู้เสียหาย แล้วพากันขึ้นรถประจำทางไป ผู้เสียหายตามไปทวงคืนอีกจำเลยที่ 2 ที่ 3 พูดว่า อย่าตามมานะ ถ้าตามจะเจ็บตัว ต่อมาในวันเกิดเหตุนั่นเอง จำเลยที่ 3 เอาแว่นตาไปจำนำ ดังนี้ จำเลยทั้งสามต้องมีความผิดฐานปล้นทรัพย์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษา โดยเรียกจำเลยสำนวนหลังเป็นจำเลยที่ ๓
โจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนมีใจความเป็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันปล้นเอาแว่นตาของผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคแรก ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๑๔ และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๖๓ และส่งคืนของกลางแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคแรก ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ข้อ ๑๔ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕,๗๖ จำคุกจำเลยคนละ ๕ ปี ดำเนินความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยคนละ ๓ ปี ๔ เดือน คืนของกลางแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตอนที่จำเลยที่ ๑ หยิบแว่นตาจากกระเป๋าเสื้อผู้เสียหายไปใส่ส่องกระจกดู ตอนนี้ผู้เสียหายก็นาจะเข้าใจว่าจำเลยที่ ๑ เพียงลองใส่ดูเท่านั้น จึงไม่ได้ว่ากระไร แต่เมื่อจำเลยทั้งสามเดินออกจากร้านไปโดยจำเลยที่ ๑ ไม่คืนแว่นตา เมื่อผู้เสียหายไปขอคืน จำเลยที่ ๑ ไม่คืนให้ จำเลยที่ ๑ กลับให้จำเลยที่ ๒ เอาแว่นตาไป ผู้เสียหายขอคืนจากจำเลยที่ ๒ อีก จำเลยที่ ๒ ไม่ให้ จำเลยที่ ๓ คว้าเอาไปอีกต่อหนึ่งต่อหน้าผู้เสียหาย แล้วจำเลยทั้งสามก็พากันขึ้นรถประจำทางไป ลักษณะการกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม การเอาแว่นตาของผู้เสียหายไปเป็นทอด ๆ แสดงว่าเป็นแผนของจำเลยเพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายแย่งเอาคืน ครั้นผู้เสียหายติดตามจำเลยไปไม่ลดละเพื่อทวงคืน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ พูดว่า อย่าตามมานะ ถ้าตามจะเจ็บตัว เป็นการขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหาย และขู่เข็ญในขณะที่ผู้เสียหายติดตามอยู่ตลอดมาไม่ขาดตอน การะทำของจำเลยส่อเจตนาทุจริตมิใช่เป็นการล้อกันเล่นฐานคนรู้จักกัน ทั้งในวันเกิดเหตุนั้นเองจำเลยที่ ๓ เอาแว่นตาไปจำนำ พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกันฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสามต้องมีความผิดฐานปล้นทรัพย์จริงดังฟ้อง
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(ผสม จิตรชุ่ม ยงยุทธ เลอลภ มงคล วัลยะเพ็ชร์)
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213 - 2214/2518
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายศิริ สุริยะจัทนรโน ที่ 1 นายอารีย์ สมันกสิวิทย์ ที่ 2จ.ล.
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายศานติหรือสันติ อันทรสุร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 2จ.ล. - นายศิริ สุริยะจัทนรโน ที่ 1 นายอารีย์ สมันกสิวิทย์ ที่ · โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายศานติหรือสันติ อันทรสุร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายสง่า ผลฉาย · ศาลอุทธรณ์ - นายชุบ วีระเวคิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา