คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2518
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้ค้ำประกันหนี้ที่ระบุจำนวนเงินไว้ ย่อมรับผิดในหนี้จำนวนนั้น และหากมีการตกลงให้รับผิดในความเสียหายส่วนที่เกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดตามที่ตกลงกัน
2. ผู้ค้ำประกันหนี้ที่เกิดจากการกระทำผิดของลูกหนี้ ต้องรับผิดในความเสียหายที่ลูกหนี้ก่อขึ้น แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาที่พิสูจน์ความผิดของลูกหนี้ก็ตาม
3. การที่ศาลไม่อนุญาตให้เรียกบุคคลอื่นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีแพ่ง ไม่ถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ และหากจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จะไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้
ย่อคำพิพากษา
ค้ำประกันหนี้ 10,000 บาท และว่าถ้าลูกหนี้ทำความเสียหายเกินกว่านั้นก็รับผิด ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามความเสียหาย 205,764 บาท
ศาลพิพากษาคดีอาญาให้ลูกจ้างใช้ทรัพย์ที่ยักยอกไปผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในความเสียหายนั้น จะนำสืบว่าลูกจ้างไม่ได้ทำความเสียหายและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาด้วยไม่ได้ โจทก์ฟ้องผู้ค้ำประกันในคดีแพ่งโดยไม่ฟ้องลูกจ้างด้วยก็ได้
จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยร่วมศาลไม่อนุญาตไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความ ถ้าไม่โต้แย้งไว้ อุทธรณ์ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค · จำเลย - นายสำเริง สุนันทกุล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา