⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 451/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2518

ย่อคำพิพากษา

เดิมจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างตึกแถวลงในบริเวณที่ดินโฉนดที่ 918 ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้โจทก์รื้อตึกแถวออกจากโฉนดที่ 918 ในที่สุดโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยอมรื้อตึกแถวพิพาทให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ศาลพิพากษาตามยอม เมื่อครบกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ยังไม่รื้อตึกแถวออกไป จำเลยที่ 1 ก็ขายที่ดิน พร้อมตึกแถวรายพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไป โจทก์จึงฟ้องคดีนี้หาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายทางพิจารณาปรากฏว่าก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ตกลงยอมรับเงิน 20,000 บาทจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าอิฐหักกากปูนแทนการรื้อถอนตึกพิพาท ดังนี้ตึกพิพาทย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงย่อมนำตึกพิพาทไปโอนขายให้จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยทั้งสองหาได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.109 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1311

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ปลูกสร้างตึกแถว ๓ ชั้น เลขที่ ๕๗๒ ถึง ๕๗๙ รวม ๘ ห้องลงบนที่ดินโฉนดที่ ๙๑๘ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัด อ้างว่าโจทก์สร้างอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอม ขอให้รื้อถอนไปโจทก์ต่อสู้คดีแต่จำเลยที่ ๑ ได้หลอกลวงโจทก์ว่า ถ้าโจทก์ยินยอมรื้อตึก ๒ ห้อง เลขที่ ๕๗๘, ๕๗๙ ออกแล้ว จะทำให้ถนนซอยมีขนาดกว้าง ฯลฯ โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ โดยยอมรื้อตึกพิพาทออกไปภายใน ๖๐ วัน ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ขายให้แก่จำเลยที่ ๒ เปิดเป็นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาสำโรง จำเลยที่ ๑ ว่าจะชดเชยค่าอิฐหักกากปูนให้โจทก์ ๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่ยอมตกลง เพราะตึกเป็นของโจทก์การที่จำเลยที่ ๑ นำไปขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตึกนี้ดีจำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์การที่จำเลยที่ ๑ ยินยอมให้จำเลยที่ ๒ เข้าครอบครองตึกพิพาทจึงได้ชื่อว่าสมคบกันละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอศาลบังคับให้จำเลยที่ ๒ ออกไปจากตึกพิพาทและให้จำเลยที่ ๑ มอบคืนแก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๖๐๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เมื่อครบกำหนด ๖๐ วันตามที่ตกลง โจทก์ขอผัดผ่อนการรื้อถอนไปอีก แล้วโจทก์ได้เจรจากับผู้แทนของจำเลยที่ ๑ โดยจะขอรับค่าอิฐหักกากปูนและค่าวัสดุบางอย่างแทนการรื้อถอนตึกพิพาทเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ผลที่สุดตกลงกันโดยโจทก์ของรับค่าอิฐหักกากปูนและค่าวัสดุบางอย่างแทนการรื้อถอนจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของอาคารพิพาท อาคารพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยได้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทจากจำเลยที่ ๑ และได้จดทะเบียนสิทธิไว้โดยสุจริต ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๙๑๘ และโฉนดที่ ๙๑๙ ซึ่งมีเขตติต่อกัน โจทก์ได้ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ เพื่อทำการก่อสร้างตึกแถวและตลาดสดลงบนที่ดินของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว โจทก์ก่อสร้างตึกแถวตามสัญญา ซึ่งรวมทั้งตึกแถวรายพิพาท จำเลยที่ ๑ ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยอ้างว่า โจทก์ก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวลงในบริเวณที่ดินโฉนดที่ ๙๑๘ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์รื้อตึกแถว ๘ ห้องนั้นออกจากโฉนดที่ ๙๑๘ ในที่สุดโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมรื้อตึกแถวพิพาทให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน และศาลพิพากษาตามยอม เมื่อครบกำหนด ๖๐ วันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์รื้อตึกแถวรายพิพาทไม่ได้ เพราะโจทก์ให้นายซ้ง แซ่เล้า เข้าอยู่ ต่อมานายซ้งยอมออกจากตึกแถวรายพิพาทแตตึกแถวรายพิพาทก็ยังไม่ได้รื้อ โจทก์กับฝ่ายจำเลยที่ ๑ ได้พูดเรื่องค่าอิฐหักกากปูนเกี่ยวกับตึกรายพิพาทกัน แล้วจำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินพร้อมกับตึกแถวรายพิพาทให้จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ในปัญหาที่ว่าโจทก์ได้ยอมรับค่าอิฐหักกากปูนจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทแทนการรื้อถอนจริงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเชื่อว่า โจทก์ได้ตกลงยอมรับเงินค่าชดเชยตึกพิพาทนี้เป็นค่าอิฐหักกากปูนจากจำเลยที่ ๑ เฉพาะตึกพิพาท ๒ ห้องนี้แทนการรื้อถอนโดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอะไรอีก ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อโจทก์ได้ตกลงยอมรับเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทดังกล่าวเป็นค่าอิฐหักกากปูนแทนการรื้อถอนตึกพิพาท ๒ ห้องซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑๘ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ จึงตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ด้วย จำเลยที่ ๑ จึงย่อมนำตึกพิพาทไปโอนขายให้จำเลยที่ ๒ ได้ จำเลยทั้งสองหาได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2518 นางอุบล สุจิรพงษ์สิน โจทก์ นายบุญชิต เกตุรายนาค ที่1, ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ที่2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอุบล สุจิรพงษ์สิน · ล. - นายบุญชิต เกตุรายนาค ที่1, ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ที่2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · กฤษณ์ โสภิตกุล · ธวัช สิทธิชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายอารี กำเนิดงาม · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง พุทธสถิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา