⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 765/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยว่าที่ดินตามตราจองเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่ เป็นอำนาจของศาล เจ้าพนักงานที่ดินไม่มีอำนาจเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราจองมาเป็นนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 มาตรา 4 ได้แบ่งทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็น 3 ประเภท คือทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาตรา 5 บัญญัติว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (เว้นเครื่องอุปโภคบริโภค) ให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อที่ดินมีตราจองในคดีนี้ยังอยู่ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่สำนักงานทรัพย์สินสวนพระมหากษัตริย์ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในความดูแลของผู้ร้องแล้วจึงมีปัญหาว่าที่ดินตามตราจองนี้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหานี้เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีอำนาจเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตรา จองมาเป็นนามผู้ร้องได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตราจองจากพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มาเป็นนามของผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ เพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการขอเปลี่ยนจากตราจองเป็นโฉนดต่อไปได้ ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องขอให้ลงชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์นั้นเป็นการขอถือกรรมสิทธิ์แทนพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ในการจัด การทรัพย์สิน จึงไม่ใช่การจดทะเบียนสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 เจ้าพนักงานที่ดินจะอาศัยบทกฎหมายดังกล่าวจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.4 พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินบริเวณเขตพระราชวังไกลกังวล ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งรวมทั้งที่ดินตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ๑๑ ตราจอง ตามบัญชีท้ายคำร้องเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกมาอยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของผู้ร้องตามกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๑ ผู้ร้องได้ตรวจสอบปรากฏว่าที่ดิน ๑๑ ตราจองดังกล่าวยังอยู่ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ถือกรรมสิทธิ์ยังมิได้เปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้ร้องเคยมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขอรวมตราจองที่ดินบริเวณพระราชวังไกลกังวล ๒๑ ตราจอง แล้วเปลี่ยนเป็นโฉนดในนามของผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการรวมตราจองโอนเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์จากกระทรวงการคลังมา เป็นนามผู้ร้อง ๑๐ ตราจอง อีก ๑๑ ตราจองที่เป็นพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ เจ้าพนักงานให้มาขอคำสั่งศาลเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียก่อน จึงจะดำเนินการรวมตราจองเปลี่ยนเป็นโฉนดให้ผู้ร้องต่อไป จึงขอให้ศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๑๑ ตราจองตามบัญชีท้ายคำร้องจากพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ มาเป็นนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือกรรมสิทธิ์เพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการขอเปลี่ยนจากตราจองเป็น โฉนดต่อไป ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วสั่งว่า ความขัดข้องของผู้ร้องเกิดจากเจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของผู้ร้อง ไม่เข้าเหตุที่จะใช้สิทธิทางศาลได้จึงไม่อาจรับไว้พิจารณา ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถ้าผู้ร้องขอจดทะเบียนสิทธิที่ดิน ๑๑ ตราจอง ลงชื่อผู้ร้องเสียก่อนแล้วจึงขอรวมเป็นโฉนดเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีเหตุที่เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องไม่ดำเนินการให้ เพราะกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานที่ดินย่อมดำเนินการไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งศาลมาแสดง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๑ วรรค ๗ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ.๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินข้อ ๙(๑) แต่ผู้ร้องจะให้เจ้าพนักงานที่ดินรวมที่ดินตามตราจองทั้งหมดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันเสียก่อนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นโฉนดในนามผู้ร้อง ทำให้ขัดต่อระเบียบของกรมที่ดินที่ ๑๒/๒๕๐๐ ที่วางระเบียบในเรื่องการรวมโฉนดตราจองไว้ว่าต้องมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทุกฉบับและยังมีชีวิตอยู่ทุกคน ผู้ร้องจะอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๑๑ ตราจองมาเป็นนามของผู้ร้องได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.๒๔๗๙ มาตรา ๔ ได้แบ่งทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ออกเป็น ๓ ประเภท คือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ หมายความว่า ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ หรือทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้า ฯ ถวาย หรือทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าทางใดและเวลาใด นอกจากที่ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ทั้งนี้ รวมทั้งดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่าพระราชวัง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้ว มาตรา ๕ ได้บัญญัติไว้ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (เว้นเครื่องอุปโภคบริโภค) ให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำหรับที่ดิน ๑๑ ตราจองนี้มีหลักฐานตามตราจองว่า อยู่ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ถือกรรมสิทธิ์อาจเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น แต่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ในความดูแลของผู้ร้องมาแต่ พ.ศ.๒๔๙๑ แล้ว จึงเป็นปัญหาว่าที่ดินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.๒๔๗๙ หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะเป็นผู้วินิจฉัย เจ้าพนักงานที่ดิน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ไม่มีอำนาจจะเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราจองมาเป็นนามของผู้ร้องได้ ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินตามหน้าที่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ศาลก็ย่อมสั่งเปลี่ยนนามผู้ถือกรรมสิทธิ์ในตราจองมาเป็นนามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินรายนี้ตามกฎหมาย หากฟังไม่ได้ก็ยกคำร้องไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ผู้ร้องขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๘ และกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ.๒๔๙๗) เสียก่อน แล้วจึงขอรวมโฉนดในภายหลังนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดิน ๑๑ ตราจองนี้เป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ร้องการที่ผู้ร้องขอให้ลงชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์นั้น เป็นการขอถือกรรมสิทธิ์แทนพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ใช่การขอจดทะเบียนสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๘ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เจ้าพนักงานที่ดินจะอาศัยบทกฎหมายดังกล่าวจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องในตราจองหาได้ไม่ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้รับคำร้องแล้วดำเนินการไต่สวนต่อไปตามกระบวนความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2518 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ ผู้อำนวย การ ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้อำนวย - สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยนายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ · ผู้ร้อง - การ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม ทันด่วน · พิชัย รชตะนันทน์ · ชุ่ม สุนทรชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสมา รัตนมาลัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา