⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1815/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน จะลงโทษจำเลยอื่นที่มิได้มีหรือใช้อาวุธปืนด้วยไม่ได้ * ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ในกรณีที่เป็นเหตุในลักษณะคดี * ศาลฎีกาสามารถสั่งให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาอื่นได้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ หากจำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษในคดีอาญาอื่นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวไม่ปรากฏว่าจำเลยอื่นมีหรือใช้อาวุธปืนด้วย จำเลยอื่นจึงไม่มีความผิดฐานทำการปล้นทรัพย์ โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามมาตรา 340 ตรี ที่แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ข้อ 15 ด้วย และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ และเมื่อปรากฏจากฎีกาของโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1,2 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 546/2518 นั้น จำเลยที่ 1,2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 764/2518 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาให้นับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่อกันได้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๖ คนร่วมกันมีมีดและปืนเป็นอาวุธติดตัวไปทำการปล้นทรัพย์ของนายแฝง ปัดเพชร นายบุญมี แจ่มสุวรรณ และนายบุญ รอดผุย ทรัพย์เหล่านี้อยู่ในความครอบครองของนายแฝง ปัดเพชรไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนทำร้ายนายแฝง ปัดเพชร และนางจำลอง ปัดเพชร จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองเกิดอันตรายแก่กาย และขู่เข็ญบังคับเอาตัวนายแฝง ปัดเพชร ไปเป็นประกัน เพื่อให้ความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ หาเอาทรัพย์นั้นไป เพื่อยึดทรัพย์นั้น และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐,๓๔๐ ตรี , ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๑๔,๑๕ และนับโทษจำเลยที่ ๑,๒,๖ ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๔๖/๒๕๑๘ และหมายเลขแดงที่ ๔๒๐/๒๕๑๘ ของศาลชั้นต้น เพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันในคดีเหล่านี้ ให้คืนกระบือของกลางแก่เจ้าของ ของกลางอื่นให้ริบ ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาวิทยุ ๑ เครื่อง อาวุธปืนแก๊ปยาว ๑ กระบอก พระเครื่อง ๑ ห่อ ธนบัตรชนิดต่าง ๆ ๖๐๐ บาท รวมราคา ๑,๙๕๐ บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ จำเลยทุกคนต่างให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยได้กระทำผิดจริง โดยมีอาวุธปืนเข้าทำการปล้นทรัพย์ พิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๖ คนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐,๓๔๐ ตรี ซึ่งได้แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔,๑๕ จำคุกคนละ ๑๘ ปี ลดฐานรับสารภาพตามมาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๙ ปี นับโทษจำเลยที่ ๖ ต่อคดีหมายเลขแดงที่ ๔๒๐/๒๕๑๘ ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ ๑,๒ ไม่นับโทษต่อเพราะคดีที่ขอให้นับโทษต่อยังมิได้พิพากษาคืนกระบือของกลางแก่เจ้าของ ของกลางอื่นให้ริบ ให้จำเลยร่วมกันคืนและใช้ราคาวิทยุ ๑ เครื่อง อาวุธปืนแก๊ปยาว ๑ กระบอก พระเครื่อง ๑ ห่อ ธนบัตร ๖๐๐ บาท รวม ๑ เครื่อง อาวุธปืนแก๊ปยาว ๑ กระบอก พระเครื่อง ๑ ห่อ ธนบัตร ๖๐๐ บาท รวม ๑,๙๕๐ บาทแก่เจ้าของ จำเลยที่ ๖ อุทธรณ์ว่า โจทก์สืบพยานไม่พอฟังว่าจำเลยที่ ๖ กระทำผิดตามฟ้อง ควรยกประโยชน์ความสงสัยให้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๖ ได้กระทำผิดจริง ลงโทษจำเลยที่ ๖ ได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๑ คนเดียวมีอาวุธปืนไปในการปล้นทรัพย์ จำเลยอื่นจึงไม่ผิดฐานทำการปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน และเป็นเหตุในลักษณะคดี มีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๒ ,๓,๔,๕ และ ๖ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรค ๒ แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔จำคุกจำเลยคนละ ๑๒ ปี ลดฐานรับสารภาพตามมาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกคนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๖ ฎีกาเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ ๖ ได้กระทำผิดจริง ส่วนจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวไม่ปรากฏว่าจำเลยอื่นมีหรือใช้อาวุธปืนด้วย จำเลยอื่นจึงไม่มีความผิดฐานทำการปล้นทรัพย์ โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามมาตรา ๓๔๐ ตรี ที่แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ด้วย และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ได้ ส่วนการนับโทษต่อนั้น เมื่อปรากฏจากฎีกาของโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑,๒ ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๔๖/๒๕๑๘ นั้น จำเลยที่ ๑,๒ ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๖๔/๒๕๑๘ ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต่อกันได้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๗๖๔/๒๕๑๘ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2519 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายบันเทิง แสงทอง ที่ 1 กับพวก รวม 6 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก · ล. - นายบันเทิง แสงทอง ที่ 1 กับพวก รวม 6 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมคิด มงคลชาติ · ชลอ จามรมาน · อุดม ทันด่วน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายวีรชัย ศิริสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายชูเชิด รักตะบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2018/2526ฎีกา 1597/2532ฎีกา 5387/2547ฎีกา 927/2490ฎีกา 5414/2536ฎีกา 2499/2543ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3948/2566ฎีกา 9/2496ฎีกา 1908/2528ฎีกา 333/2527ฎีกา 599/2532ฎีกา 7238/2553ฎีกา 6355/2544ฎีกา 709/2491ฎีกา 726/2487ฎีกา 1637/2528ฎีกา 6028/2552ฎีกา 6786/2551ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 7362/2538ฎีกา 2590/2524ฎีกา 1360/2509ฎีกา 1668/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา