⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2610/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายมอบทรัพย์สินให้จำเลยควบคุมดูแลรักษาโดยเก็บไว้ที่นาเพื่อใช้ทำนาและไร่ ถือเป็นการมอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองทรัพย์สินแทนผู้เสียหาย การที่จำเลยนำทรัพย์สินนั้นไปให้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ลักทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายได้มอบกระบือและรถจักรยาน 2 ล้อ ให้จำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแลรักษาโดยเก็บรักษาไว้ที่นาเพื่อใช้ทำนาและไร่ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวผู้เสียหายได้มอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นแทนผู้เสียหาย การยึดถือครอบครองทรัพย์จึงอยู่ที่จำเลย หาใช่ยังอยู่ที่ผู้เสียหายไม่ เมื่อจำเลยเอาทรัพย์นั้นไปให้แก่บุคคลอื่น จึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หาใช่ลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ เมื่อกรณีเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงตามฟ้องในข้อสาระสำคัญซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย จะลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักกระบือและรถจักรยาน ๒ ล้อหรือรับของโจรทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๕๗, ๘๓ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕(๑) จำคุก ๓ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามมาตรา ๓๕๗ จำคุก ๓ ปี และให้จำเลยทั้งสองต่างคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๗,๕๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เฉพาะจำเลยที่ ๑ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ความว่าผู้เสียหายได้มอบทรัพย์ที่หายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ควบคุมดูแลรักษา โดยเก็บรักษาไว้ที่นาเพื่อใช้งานดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าตามพฤติการณ์ดังกล่าว ผู้เสียหายได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ยึดถือครอบครองทรัพย์ที่หายไว้แทนผู้เสียหาย การยึดถือครอบครองทรัพย์ดังกล่าวจึงอยู่ที่จำเลยที่ ๑ หาใช่การยึดถือครอบครองดังกล่าวยังอยู่ที่ผู้เสียหายไม่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ ๑ เอากระบือและรถจักรยาน ๒ ล้อตามฟ้องที่ได้รับมอบหมายไว้ไปให้แก่บุคคลอื่นไปก็ดี ก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้เบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ เมื่อกรณีเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงตามฟ้องในข้อสาระสำคัญ ซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2519 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด โจทก์ นายลี สายทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด · ล. - นายลี สายทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอน ไชยสุต · มงคล วัลยะเพ็ชร์ · เพียร ศรีอรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแม่สอด - นายชัยรัตน์ ชั้นเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัฒน์ ผดุงจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา